กล่าวนำและทำความเข้าใจ

กล่าวนำและทำความเข้าใจ

Blog นี้จัดทำขึ้นเนื่องจากการที่ตั้งใจศึกษาพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าและหลักการปฏิบัติตนตามหลักคำสอนอย่างถูกต้อง
เพราะในปัจจุบันคนเราเน้นการทำบุญโดยเอาความสะดวกสบายและง่ายเข้าว่า โดยบ้างครั้งอาจจะผิดหลักคำสอนจนความตั้งใจทำบุญจริงๆนั้นกลายมาเป็นบาป และบ้างครั้งอาจจะหลงผิดใช้เงินกับการทำบุญที่ผิดวิธีจนได้บาปเช่นกัน แต่เราก็สามารถทำบุญอย่างง่ายๆและถูกต้องได้เช่นกัน ดังนั้นเราจึงต้องรู้หลักการปฏิบัติที่ถูกต้องเพื่อที่จะได้บุญจริงๆ

บทความใน Blog นี้จึงขอมุ่งเน้นหยิบยกเนื้อหาอ้างอิงจากพระไตรปิฏกเป็นหลักและบทความจากผู้ที่ศึกษาพระไตรปิฏกอย่างจริงจังที่น่าจะเป็นประโยชน์กับผู้อ่าน การทำ Blog นี้มีเจตนาเพื่อเป็นอีกหนึ่งทางที่สำหรับผู้คนอาจจะพบเห็นและได้ศึกษาธรรมมากขึ้น

"การศึกษาอะไรที่ยิ่งใหญ่ อาจจะมาจากเรื่องที่เราสงสัยเล็กๆเพียงเรื่องเดียว"

***ทั้งนี้เนื้อหาที่ได้ลงไปใน Blog ผู้อ่านควรใช้วิจารณญาณและศึกษาจากพระไตรปิฏกควบคู่ไปด้วยเพราะอาจมีการคลาดเคลื่อนของเนื้อหา เพื่อผู้อ่านจะได้รับความรู้ที่ตรงและถูกต้องที่สุดครับ***

วันพุธที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2558

ความเข้าใจผิดของชาวพุทธ(ต่อ)

ความเข้าใจผิดของชาวพุทธ(ต่อ)


2.ชาวพุทธคิดว่าโทษต่างๆจากผลกรรมที่ตนรู้พระพุทธเจ้าเป็นผู้กำหนดโทษเหล่านั้น แต่ไม่ทราบว่าพระพุทธเจ้าไม่ใช่ผู้ที่กำหนดโทษต่างๆแต่ท่านทราบโทษที่เกิดจากกรรมเหล่านั้นแล้วนำมาบอกเฉยๆ ตัวอย่างเช่น ท่านบอกว่า ในสมัยนั้น มีบุคคลนี้ ทำกรรมชนิดนี้ไว้ เมื่อจากภพภูมินั้นไปแล้วได้เสวยกรรมอย่างไร แต่ยังไม่พบว่าถ้าเธอทำกรรมนี้เราจะให้เธอเสวยกรรมแบบนี้

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 596

เรื่องคูถขาทิเปรต

โดยสมัยนั้น   พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่    ณ พระเวฬุวันวิหาร
อันเป็นสถานที่พระราชทานเหยื่อแก่กระแต   เขตพระนครราชคฤห์    ครั้งนั้น
ท่านพระลักขณะ กับท่าน พระโมคคัลลานะ. . .
ท่านพระมหาโมคคัลลานะ กล่าวว่า  อาวุโส   ผมลงจากคิชฌกูฏบรรพต
เขตพระนครราชคฤห์นี้   ได้เห็นคูถขาทิเปรตชาย  ผู้จมอยู่ในหลุมคูถท่วมศีรษะ
กำลังเอามือทั้งสองกอบคูถกินอยู่ . . .
ครั้งนั้น   พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า  ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย. . . สัตว์นั้นเคยเป็นพราหมณ์ผู้ชั่วช้า    อยู่ในพระนครราชคฤห์ นี้เอง
ครั้งศาสนาพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า    พราหมณ์นั้น นิมนต์พระภิกษุสงฆ์ด้วย
ภัตตาหารแล้ว   เทคูถลงในรางจนเต็ม   สั่งคนให้ไปบอกภัตกาล   แล้วได้กล่าว
คำนี้ว่า   ขอท่านผู้เจริญทั้งหลาย   จงฉันอาหารและนำไปไห้พอแก่ความต้องการ
จากสถานที่นี้  ด้วยวิบากแห่งกรรมนั้น   เขาหมกไหม้ในนรก   หลายปี   หลาย
ร้อยปี  หลายพันปี  หลายแสนปี   แล้วได้ประสบอัตภาพเช่นนี้    ด้วยวิบากแห่ง
กรรมนั้นแหละ    ซึ่งยังเป็นส่วนเหลืออยู่    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    โมคคัลลานะ
พูดจริง  โมคคัลลานะไม่ต้องอาบัติ.

3.ชาวพุทธโดยเฉพาะคนไทยแยกระหว่างประเพณีและศาสนาไม่ออก จะเห็นได้จากทั่วๆไป ทอดกระฐิน ทอดผ้าป่า งานบุญต่างๆ โดยคิดว่ามันคือการทำบุญแต่ไม่รู้เลยว่าทำแล้วได้จริงไหม ศาสนาเราให้ทำหรือเปล่า สมมุติว่าเราอาศัยอยู่ในประเทศไทยมียาเสพติด แต่เราไม่รู้ว่ามันผิดกฎหมาย ถ้าเกิดเราเสพยาเสพติดนั้น ตำรวจจะจับเราไหม เช่นกัน ศาสนาพุทธละเอียดมาก "กรรม" ทำแล้วได้รับผลแน่นอนแต่อยู่ที่ว่าจะได้ผลที่ดีหรือไม่ดีครับ

****************************

ความเข้าใจผิดของชาวพุทธ

ความเข้าใจผิดของชาวพุทธ


ชาวพุทธเรามีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับศาสนาพุทธอยู่หลายอย่างด้วยกัน

1.ชาวพุทธมีความคิดว่าพระพุทธเจ้าเรามีพระองค์เดียว คือ ไม่ทราบว่ามีพระพุทธเจ้าเกิดขึ้นมาแล้วนับไม่ถ้วน อย่างพระพุทธเจ้าเราพระองค์นี้พระสมณโคดม พบเจอผู้ที่ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้ามาแล้ว 23 พระองค์ นับเฉพาะที่ท่านบำเพ็ญบารมีและถูกทำนายว่าจะเป็นพระพุทธเจ้าในวันข้างหน้า หรือถ้าผู้ใดที่ตั้งความปราถณาที่จะเป็นผู้ที่จะตรัสรู้ในอนาคตก็สามารถเป็นได้แต่ระยะเวลาในการบำเพ็ญบารมีก็จะยาวนานต่างกันออกไป

พระศาสดาได้รับพยากรณ์จากพระพุทธเจ้า  ๒๓  พระองค์

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๑ - หน้าที่ 116

๘. เรื่องสญชัย  [๘]

ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา  เมื่อประทับอยู่ในพระเวฬุวัน    ทรงปรารภความไม่มา
ของสญชัย      (ปริพาชก )     ซึ่งสองพระอัครสาวกกราบทูลแล้ว     ตรัส
พระธรรมเทศนานี้ว่า  "อสาเร   สารมติโน"  เป็นต้น.  อนุปุพพีกถา
ในเรื่องสญชัยนั้น  ดังต่อไปนี้:-

พระศาสดาได้รับพยากรณ์จากพระพุทธเจ้า  ๒๓  พระองค์

ความพิสดารว่า    ในที่สุด   ๔   อสงไขย     ยิ่งด้วยแสนกัลป์แต่กัลป์
นี้ไป  พระศาสดาของเราทั้งหลาย  เป็นกุมารของพราหมณ์นามว่าสุเมธะ
ในอมรวดีนคร    ถึงความสำเร็จศิลปะทุกอย่างแล้ว     โดยกาลล่วงไปแห่ง
มารดาและบิดา    ทรงบริจาคทรัพย์นับได้หลายโกฏิ     บวชเป็นฤษีอยู่ใน
หิมวันตประเทศ    ทำฌานและอภิญญาให้เกิดแล้ว   ไปโดยอากาศเห็นคน
ถางทางอยู่เพื่อประโยชน์เสด็จ   (ออก)   จากสุทัศนวิหาร   เข้าไปสู่อมร-
วดีนคร      แห่งพระทศพลทรงพระนามว่าทีปังกร      แม้ตนเองก็ถือเอา
ประเทศแห่งหนึ่ง,    เมื่อประเทศนั้น    ยังไม่ทันเสร็จ,    นอนทอดตนให้
เป็นสะพาน  ลาดหนังเสือเหลืองบนเปือกตม  เพื่อพระศาสดาผู้เสด็จมาแล้ว
ด้วยประสงค์ว่า      "ขอพระศาสดาพร้อมด้วยพระสงฆ์สาวก    ไม่ต้องทรง
เหยียบเปือกตม    จงทรงเหยียบเราเสด็จไปเถิด"    แต่พอพระศาสดาทอด
พระเนตรเห็น  ก็ทรงพยากรณ์ว่า   "ผู้นี้เป็นพุทธังกูร๑   จักเป็นพระพุทธ-
๑.  หน่อเนื้อ,   เชื้อสาย  แห่งพระพุทธเจ้า.

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๑ - หน้าที่ 117

เจ้าทรงพระนามว่าโคดม      ในที่สุด  ๔  อสงไขย     ยิ่งด้วยแสนกัลป์ใน
อนาคต,"    ในสมัยต่อมาแห่งพระศาสดาพระองค์นั้น    ก็ได้รับพยากรณ์
ในสำนักพระพุทธเจ้า  ๒๓  พระองค์      ซึ่งเสด็จอุบัติขึ้นส่องโลกให้สว่าง
เหล่านี้   คือ  พระโกณฑัญญะ  ๑   พระสุมังคละ ๑  พระสุมนะ ๑  พระ-
เรวตะ ๑    พระโสภิตะ ๑   พระอโนมทัสสี ๑   พระปทุมะ  ๑   พระ-
นารทะ  ๑  พระปทุมุตตระ ๑  พระสุเมธะ ๑   พระสุชาตะ ๑  พระปิย-
ทัสสี ๑   พระอัตถทัสสี ๑   พระธรรมทัสสี ๑  พระสิทธัตถะ ๑  พระ-
ติสสะ ๑    พระปุสสะ  ๑   พระวิปัสสี  ๑    พระสิขี  ๑    พระเวสสภะ  ๑
พระกกุสันธะ  ๑  พระโกนาคมนะ  ๑  พระกัสสปะ  ๑,"  ทรงบำเพ็ญ
บารมีครบ  ๓๐  คือบารมี  ๑๐  อุปบารมี  ๑๐  ปรมัตถบารมี   ๑๐  (ครั้ง)
ดำรงอยู่ในอัตภาพเป็นพระเวสสันดร  ให้มหาทาน  อันทำแผ่นดินให้ไหว
๗ ครั้ง   ทรงบริจาคพระโอรสและพระชายา.  ในที่สุดพระชนมายุ,  ก็ทรง
อุบัติในดุสิตบุรี   ดำรงอยู่ในดุสิตบุรีนั้น   ตลอดพระชนมายุ,  เมื่อเทวดา
ในหมื่นจักรวาลประชุมกันอาราธนาว่า

"ข้าแต่พระมหาวีระ   กาลนี้    เป็นกาลของพระ-
องค์,    ขอพระองค์  จงเสด็จอุบัติในพระครรภ์พระ-
มารดา    ตรัสรู้อมตบท    ยังโลกนี้กับทั้งเทวโลกให้
ข้ามอยู่."
ทรงเลือกฐานะใหญ่ ๆ    ที่ควรเลือก  ๕      เสด็จจุติจากดุสิตบุรีนั้นแล้ว ***
ทรงถือปฏิสนธิในศากยราชสกุล     อันพระประยูรญาติบำเรออยู่ด้วยมหา-
สมบัติในศากยสกุลนั้น     ทรงถึงความเจริญวัยโดยลำดับ     เสวยสิริราช-
สมบัติในปราสาททั้งสามอันสมควรแก่ฤดูทั้งสามดุจสิริสมบัติในเทวโลก.

***   ฐานใหญ่ที่ควรเลือก  ๕  คือ  ๑.  กาล   ๒.  ประเทศ  ๓.  ทวีป  ๔.  ตระกูล   ๕.  มารดา.

**************************

วันพุธที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2558

คนไทย

"ผมดีใจที่เห็นคนไทยรักและหวงแหนในพระพุทธศาสนา...แต่จะดีใจมากกว่านี้ถ้าคนไทยรู้สักนิดว่าศาสนาจริงๆสอนและให้ปฏิบัติตนอย่างไร"

วันพุธที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2558

Think Buddha ติ่งพุทธ

Think Buddha ติ่งพุทธ

ตอนนี้ผมไม่ได้เข้ามา Update Blog มากเท่าไหร่ครับ แต่ก็ได้สร้างเพจใน Facebook ขึ้นมา เพื่อที่จะหยิบยกกรณีที่เป็นข่าวและน่าสนใจมาเปรียบเทียบใส่กับหลักธรรมครับ

เพราะช่วงหลังๆมาเห็นข่าวเกี่ยวกับศาสนาแล้ว สื่อบางสื่อก็ให้ความเห็นไปต่างๆนาๆ โดยไม่ได้เอามาเปรียบเทียบกับหลักศาสนาจริงๆบ้างเลย จนบางครั้งอาจจะทำให้คนยิ่งเข้าใจผิดไปมากกว่าเดิม

ส่วนตัวผมก็ไม่ได้เก่งด้านศาสนาเลย แต่อย่างน้อยๆ สิ่งไหนที่เราได้ศึกษาผ่านมาบ้างก็อาจจะเป็นประโยชน์กับใครสักคน สองคนก็ยังดีครับ และน่าจะเป็นช่องทางที่สะดวกมากขึ้นครับ

ชื่อเพจ : Think Buddha ติ่งพุทธ
URL : https://www.facebook.com/pages/Think-Buddha-%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%98/317281148477156?ref=hl

เพื่อนๆคนไหนชอบก็ลองติดตามกันได้นะครับ ^____^

วันอังคารที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2557

มนุษย์โลก

มนุษย์โลก


ตั้งแต่ศึกษาพระธรรมมาผมว่าผมเข้าใจคำว่ากฏแห่งกรรมครับ คือ กรรมใดใครก่อกรรมนั้นตามสนอง ผู้ใดที่ทำกรรมอะไรไว้ ผู้นั้นจะได้กรรมนั้นแน่นอน นั้นคือระบบของธรรมชาติเราครับ ไม่ว่าจะทำบุญหรือทำบาปก็ตาม

ต้องบอกก่อนว่าบทความนี้เขียนจากที่ผมได้อ่านพวกข่าวต่างๆที่เห็นทาง facebook เกี่ยวกับสัตว์ครับ และผมเป็นคนหนึ่งที่เลี้ยงสัตว์และรักพวกมันครับ

ซึ่งก่อนหน้านี้ผมได้เห็นข่าวที่ว่ามีการฆ่าสัตว์และทรมานสัตว์จนตายมากมายหลายข่าว จนรู้สึกสลดใจมากๆ ในฐานะผู้เลี้ยงสัตว์คนหนึ่งเช่นกัน

ในทางธรรมนั้นผมเข้าใจว่าเป็นกรรมของพวกมันที่โดนกระทำอย่างนั้น เพราะถ้าพวกมันไม่เคยทำกรรมแบบนี้มาก่อนก็คงไม่โดนเขามากระทำคืนอย่างแน่นอน

ผมเคยฟังธรรมของพระองค์หนึ่งได้อธิบายคำว่า "มนุษย์โลก" เอาไว้ว่า โลกของผู้ที่มีจิตใจสูง ซึ่งจะสังเกตุได้จากการที่พระพุทธเจ้านั้นต้องตรัสรู้จากผู้ที่เป็นมนุษย์เท่านั้น

จากคำกล่าวของท่านนั้นทำให้ผมคิดว่าเมื่อเราเป็นมนุษย์ เป็นผู้ที่ถูกเรียกว่าผู้ที่มีจิตใจสูง เราน่าจะมีภาวะของความคิดในการเมตตาต่อสัตว์โลกทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นสัตว์เล็กหรือสัตว์ใหญ่ มีความยั้งคิดที่มากกว่านี้หรือไม่ ???

แต่ในความจริงแล้วเมื่อมาเทียบกับธรรมชาติแล้วแรงบีบครั้นเรื่องกรรมนั้นหนักมากครับ และจะวนเวียนตามสนองผู้ที่กระทำและถูกกระทำไปเรื่อยๆ ถ้าผู้นั้นไม่รู้จักคำว่า "อโหสิกรรม" ครับ


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ติกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 122

อธิบายทิฏฐิธรรมเวทนียกรรม

บรรดากรรม   ๑๑  อย่างนั้น    ในบรรดา  (ชวนะ)   จิต  ๗  ชวนะ
ชวนเจตนาดวงแรก ที่เป็นกุศลหรืออกุศล ในชวนวิถีแรก  ชื่อว่า ทิฏฐธรรม
เวทนียกรรม.
ทิฏฐธรรมเวทนียกรรมนั้น   ให้วิบากในอัตภาพนี้เท่านั้น    ที่เป็นกุศล
อำนวยวิบากในอัตภาพนี้  เหมือนกรรมของกากวฬิยเศรษฐีและปุณณกเศรษฐี
เป็นต้น    ส่วน   ที่เป็นอกุศล    (อำนวยผลในอัตภาพนี้)    เหมือนกรรมของ
นันทยักษ์   นันทมาณพ   นันทโคฆาต   ภิกษุโกกาลิกะ   พระเจ้าสุปปพุทธะ
พระเทวทัต     และนางจิญจมาณวิกา     เป็นต้น.     แต่เมื่อไม่สามารถให้ผล
อย่างนั้น   จะเป็นอโหสิกรรมไป   คือ  ถึงความเป็นกรรมที่ไม่มีผล  กรรมนั้น
พึงสาธกด้วยข้อเปรียบกับพรานเนื้อ.

อุปมาด้วยนายพรานเสือ

เปรียบเหมือนลูกศรที่นายพรานเนื้อ   เห็นเนื้อแล้วโก่งธนูยิงไป   ถ้า
ไม่พลาด    ก็จะทำให้เนื้อนั้นล้มลงในที่นั้นเอง  ลำดับนั้น  นายพรานเนื้อก็จะ
ถลกหนังเนื้อนั้นออก  เฉือนให้เป็นชิ้นน้อยชิ้นใหญ่  ถือเอาเนื้อไปเลี้ยงลูกเมีย
แต่ถ้าพลาด  เนื้อจะหนีไป   ไม่หันกลับมาดูทิศนั้นอีก   ฉันใด  ข้ออุปไมยนี้
ก็พึงทราบฉันนั้น.    อธิบายว่า    การกลับได้วาระแห่งวิบากของทิฏฐิธรรม
เวทนียกรรม    เหมือนกับลูกศรที่ยิงถูกเนื้อโดยไม่พลาด    การกลับกลายเป็น
กรรมที่ไม่มีผล  เหมือนลูกศรที่ยิงพลาดฉะนั้น  ฉะนี้แล.

อธิบายอุปปัชชเวทนียกรรม

ส่วนชวนเจตนาดวงที่ ๗  ที่ยังประโยชน์ให้สำเร็จ   ชื่อว่า  อุปปัชช
เวทนียกรรม.  อุปปัชชเวทนียกรรมนั้น     อำนวยผลในอัตภาพต่อไป  แต่

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ติกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 123

ในบรรดากุศลอกุศลทั้งสองฝ่ายนี้  อุปปัชชเวทนียกรรมในฝ่ายที่เป็นกุศล  พึง
ทราบด้วยสามารถแห่งสมาบัติ  ๘  ในฝ่ายที่เป็นอกุศล    พึงทราบด้วยสามารถ
แห่งอนันตริยกรรม ๕.  บรรดากรรมทั้งสองฝ่ายนั้น  ผู้ที่ได้สมาบัติ  ๘  จะเกิด
ในพรหมโลก ด้วยสมาบัติอย่างหนึ่ง. ฝ่ายผู้กระทำอนันตริยกรรม ๕ จะบังเกิด
ในนรกด้วยกรรมอย่างหนึ่ง.  สมาบัติที่เหลือ และกรรม (ที่เหลือ) จะถึงความ
เป็นอโหสิกรรมไปหนด  คือเป็นกรรมที่ไม่มีวิบาก.   แม้ความข้อนี้    พึงทราบ
ตามข้อเปรียบเทียบข้อแรกเทอญ.

อธิบายอปรปริยายเวทนียกรรม

ก็ชวนเจตนา ๕ ดวง  ที่เกิดขึ้นในระหว่าง แห่งชวนะ ๒ ดวง (ชวน
เจตนาดวงที่ ๑  และชวนเจตนาดวงที่ ๗)  ชื่อว่า อปรปริยายเวทนียกรรม.
อปรปริยายเวทนียกรรมนั้น   ได้โอกาสเมื่อใดในอนาคตกาล  เมื่อนั้น จะให้ผล
เมื่อความเป็นไปแห่งสังสารวัฏฏะยังมีอยู่    กรรมนั้นจะชื่อว่า  เป็นอโหสิกรรม
ย่อมไม่มี. กรรมทั้งหมดนั้นควรแสดงด้วย (เรื่อง) พรานสุนัข.  เปรียบเหมือน
สุนัขที่นายพรานเนื้อปล่อยไป เพราะเห็นเนื้อ จึงวิ่งตามเนื้อไป ทันเข้าในที่ใด
ก็จะกัดเอาในที่นั้นแหละ ฉันใด กรรมนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน   ได้โอกาสในที่ใด
ก็จะอำนวยผลในที่นั้นทันที.  ขึ้นชื่อว่าสัตว์  จะรอดพ้นไปจากกรรมนั้น   เป็น
ไม่มี.
.
.
.
.
**************************************

วันพุธที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2557

สัตว์ผู้มีบารมีบำเพ็ญไว้แล้วก็ยังหลงได้

สัตว์ผู้มีบารมีบำเพ็ญไว้แล้วก็ยังหลงได้



ในเรื่องบุรพกรรมของพระมหาโมคคัลลานะนั้นพอได้อ่านแล้วผมได้สะดุดกับคำของพระศาสดาที่ว่า

"สัตว์ผู้มีบารมีบำเพ็ญไว้แล้วแม้เห็นปานนั้น   ก็แตกกับมารดาบิดาได้"

ขนาดท่านผู้บำเพ็ญบารมีเพื่อที่จะเป็นสาวกก็ยังมีการหลงได้ แล้วเรานั้นได้ศึกษามากน้อยขนาดไหนที่จะได้ไม่หลงไปบ้างเลย  แต่ถ้าเมื่อรู้ว่าหลงแล้วจะสามารถกลับคืนหรือแก้ไขได้หรือไม่นั้นเป็นสิ่งที่สำคัญครับ


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๓ - หน้าที่ 99

พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า  " ภิกษุทั้งหลาย   บัดนี้    พวกเธอ
นั่งประชุมกันด้วยกถาอะไรหนอ ? " เมื่อภิกษุเหล่านั้น  กราบทูลว่า " ด้วย
กถาชื่อนี้   พระเจ้าข้า "  ดังนี้แล้วตรัสว่า   " ภิกษุทั้งหลาย  โมคคัลลานะ
มรณภาพไม่สมควรแก่อัตภาพนี้เท่านั้น,        แต่เธอถึงมรณภาพสมควรแท้
แก่กรรมที่เธอทำไว้ในกาลก่อน "    อันภิกษุทั้งหลายทูลถามว่า  " ก็บุรพ-
กรรมของท่านเป็นอย่างไร ?  พระเจ้าข้า "   ได้ตรัส  (อดีตนิทาน) อย่าง
พิสดาร (ดังต่อไปนี้) :-

บุรพกรรมของพระมหาโมคคัลลานะ

ดังได้สดับมา  ในอดีตกาล  กุลบุตรผู้หนึ่ง  เป็นชาวเมืองพาราณสี
ทำกิจต่าง ๆ มีตำข้าวและหุงต้มเป็นต้นเองทั้งนั้น      ปรนนิบัติมารดาบิดา.
ต่อมา  มารดาบิดาของเขา  พูดกะเขาว่า  " พ่อ เจ้าผู้เดียวเท่านั้น
ทำงานทั้งในเรือน  ทั้งในป่า  ย่อมลำบาก,    มารดาบิดาจักนำหญิงสาวคน
หนึ่งมาให้เจ้า,"    ถูกเขาห้ามว่า   ' คุณแม่และคุณพ่อ  ผมไม่ต้องการด้วย
หญิงสาวเห็นปานนั้น,    ผมจักบำรุงท่านทั้งสองด้วยมือของผมเอง   ตราบ
เท่าท่านทั้งสองยังมีชีวิตอยู่ "   ก็อ้อนวอนเขาแล้ว ๆ เล่า ๆ แล้วนำหญิง-
สาวมา (ให้เขา).

หญิงชั่วยุยงผัวฆ่ามารดาบิดา

หญิงนั้นบำรุงแม่ผัวและพ่อผัวได้เพียง ๒-๓ วันเท่านั้น    ภายหลัง
ก็ไม่อยากเห็นท่านทั้งสองนั้นเลย  จึงบอกสามีว่า  " ฉันไม่อาจอยู่ในที่แห่ง
เดียวกับมารดาบิดาของเธอได้ "  ดังนี้แล้ว   ติเตียน (ต่าง ๆ นานา) เมื่อ
สามีนั้นไม่เชื่อถ้อยคำของตน,   ในเวลาสามีไปภายนอก  ถือเอาปอ ก้านปอ
และฟองข้าวยาคู  ไปเรี่ยรายไว้ในที่นั้น ๆ (ให้รกรุงรังเลอะเทอะ)  สามีมา
แล้ว   ก็ถามว่า " นี้  อะไรกัน "   ก็บอกว่า " นี่  เป็นกรรมของคนแก่ผู้
บอดเหล่านี้,   แกทั้งสองเที่ยวทำเรือนทั่วทุกแห่งให้สกปรก. ฉันไม่อาจ
อยู่ในที่แห่งเดียวกันกับแกทั้งสองนั่นได้.

เชื่อเมียต้องเสียพ่อแม่

เมื่อหญิงนั้น    บ่นพร่ำอยู่อย่างนั้น.     สัตว์ผู้มีบารมีบำเพ็ญไว้แล้ว
แม้เห็นปานนั้น   ก็แตกกับมารดาบิดาได้.  เขาพูดว่า " เอาเถอะ, ฉันจักรู้
กรรมที่ควรทำแก่ท่านทั้งสอง "  ดังนี้แล้ว   เชิญมารดาบิดาให้บริโภคแล้ว
ก็ชักชวนว่า " ข้าแต่พ่อและแม่   พวกญาติในที่ชื่อโน้น    หวังการมาของ
ท่านทั้งสองอยู่.  ผมจัก  (พา) ไปในที่นั้น  "  ดังนี้แล้ว  ให้ท่านทั้งสองขึ้น
สู่ยานน้อยแล้วพาไป  ในเวลาถึงกลางดงลวงว่า    " คุณพ่อขอรับ  ขอพ่อ
จงถือเชือกไว้.  โคทั้งสองจักไปด้วยสัญญาแห่งปฏัก,  ในที่นี้มีพวกโจรซุ่ม
อยู่,  ผมจะลงไป "   ดังนี้แล้ว    มอบเชือกไว้ในมือของบิดา   ลงไปแล้ว
ได้เปลี่ยนเสียงทำให้เป็นเสียงพวกโจรซุ่มอยู่.

มารดาบิดาสิเนหาในบุตรยิ่งกว่าตน

มารดาบิดาได้ยินเสียงนั้น ด้วยสำคัญว่า " พวกโจรซุ่มอยู่ " จึงกล่าว
ว่า  " ลูกเอ๋ย   แม่และพ่อแก่แล้ว,   เจ้าจงรักษาเฉพาะตัวเจ้า  (ให้พ้นภัย)
เถิด."  เขาทำเสียงดุจโจร  ทุบตีมารดาบิดา  แม้ผู้ร้องอยู่อย่างนั้นให้ตาย
แล้ว   ทิ้งไว้ในดง  แล้วกลับไป.

ผลของกรรมชั่วตามสนอง

พระศาสดา ครั้นตรัสบุรพกรรมนี้ของพระมหาโมคคัลลานะนั้นแล้ว
ตรัสว่า  " ภิกษุทั้งหลาย  โมคคัลลานะ  ทำกรรมประมาณเท่านี้ไหม้ใน
นรกหลายแสนปี, ด้วยวิบากที่ยังเหลือ จึงถูกทุบตีอย่างนั้นนั่นแล  ละเอียด
หมด ถึงมรณะ สิ้น ๑๐๐ อัตภาพ,   โมคคัลลานะ ได้มรณะอย่างนี้ ก็พอ
สมแก่กรรมของตนเองแท้.    พวกเดียรถีย์ ๕๐๐ กับโจร ๕๐๐  ประทุษ-
ร้ายต่อบุตรของเราผู้ไม่ประทุษร้าย  ก็ได้มรณะที่เหมาะ (แก่กรรมของเขา)
เหมือนกัน,    ด้วยว่า  บุคคลผู้ประทุษร้ายต่อบุคคลผู้ไม่ประทุษร้าย  ย่อม
ถึงความพินาศฉิบหายด้วยเหตุ  ๑๐  ประการเป็นแท้  "  ดังนี้แล้ว   เมื่อจะ
ทรงสืบอนุสนธิแสดงธรรม  จึงได้ทรงภาษิตพระคาถาเหล่านี้ว่า

๗.  โย  ทณฺเฑน  อทณฺเฑนสุ         อปฺปทุฏฺเสุ  ทุสฺสติ
ทสนฺนมญฺตร  าน             ขิปฺปเมว  นิคจฺฉติ
เวทน  ผรุส  ชานึ                   สรีรสฺส  จ  เภทน
ครุก  วาปิ   อาพาธ               จิตฺตกฺเขป  ว ปาปุเณ
ราชฺโต  วา  อุปสคฺค               อพฺภกฺขาน  ว  ทารุณ
ปริกฺขย  ว   ญาตีน                 โภคาน ว ปภงฺคุณ
อถ  วาสฺส อคารานิ                อคฺคิ  ฑหติ  ปาวโก
กายสฺส  เภทา  ทุปฺปญฺโ        นิรย  โส  อุปปชฺชติ.

" ผู้ใด    ประทุษร้ายในท่านผู้ไม่ประทุษร้ายทั้ง
หลาย ผู้ไม่มีอาชญา  ด้วยอาชญา  ย่อมถึงฐานะ  ๑๐
อย่าง   อย่างใดอย่างหนึ่งพลันทีเดียว  คือ   ถึงเวทนา
กล้า ๑  ความเสื่อมทรัพย์ ๑   ความสลายแห่งสรีระ ๑
อาพาธหนัก  ๑ ความฟุ้งซ่านแห่งจิต  ๑  ความขัดข้อง
แต่พระราชา ๑  การถูกกล่าวตู่อย่างร้ายแรง ๑  ความ
ย่อยยับแห่งเครือญาติ  ๑   ความเสียหายแห่งโภคะ
ทั้งหลาย ๑  อีกอย่างหนึ่ง   ไฟป่าย่อมไหม้เรือนของ
เขา,   ผู้นั้นมีปัญญาทราม  เพราะกายแตก    ย่อมเข้า
ถึงนรก."

*********************************************

วันพุธที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

นิพพานเพื่ออะไร ???

นิพพานเพื่ออะไร ???



เมื่อประมาณอาทิตย์ก่อนหน้านี้ผมได้อ่าน ลักษณะของมหาบุรุษ (มหาปุริสลักษณะ) และก็คิดว่าจะเขียนเรื่องยังไงดีนะ แต่พอมาวันนี้ผมได้อ่านข่าวหนึ่งของ www.sanook.com เลยได้จังหวะที่จะนำมาให้ศึกษากันครับ

http://news.sanook.com/1640105/%E0%B8%81%E0%B8%AD.%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%99.%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9E%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%89%E0%B8%B2/

สรุปข่าวนะครับ ประมาณว่ามีผู้อวดอ้างว่าตัวเองเป็นพระพุทธเจ้ากลับชาติมาเกิด ที่ประเทศกัมพูชา และที่สำคัญครับในข่าวระบุว่ามีคนไทยและคนกัมพูชาหลงเชื่อมากมายครับ ทั้งๆที่เรียกตัวเองว่าเป็นชาวพุทธครับ

ให้คิดง่ายๆนะครับการนิพพานคือการที่ไม่กลับมา เกิด อีก ซึ่งชาวพุทธน่าจะเข้าใจกันดี แต่ว่าทำไม่มีผู้มาอวดอ้างว่าตัวเองเป็นพระพุทธเจ้ากลับชาติมาเกิด กลับหลงเชื่อกันมากมาย

ถ้าเป็นคุณพยายามปฏิบัติเพื่อการดับหรือการหลุดพ้น แต่คุณต้องกลับมา เวียนว่ายตายเกิดอีก คุณจะเอาไหมครับ ต้องมาทนทุกข์ทรมานอีก การที่เราศึกษาพระธรรมจริงๆนั้นก็จะช่วยให้เราไม่โดนหลอกง่ายๆ ในเรื่องพวกนี้ด้วยนะครับ

และอีก 1 สิ่งที่น่าจะเป็นข้อสังเกตุที่ดี คือ พระพุทธเจ้าเรานั้นมีลักษณะ มหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการ ซึ่งท่านได้สั่งสมบุญบารมีมานานมากๆๆๆๆๆๆๆๆ จนถึงชาติที่ท่านจะได้ตรัสรู้ ซึ่งดูจากรูปของบุคคลที่อวดอ้างในรูปแล้วนั้นไม่น่าจะใกล้เคียงครับ

คือถ้าพูดง่ายๆอย่างน้อยผู้ที่มีลักษณะ มหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการ ต้องรูปร่างหน้าตาดีมากๆ ครับ


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 234

[๕๘๘]  ครั้งนั้นแล    อุตตรมาณพได้มีความคิดว่า   พระสมณโคดม
ทรงประกอบด้วยมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการ    อย่ากระนั้นเลย    เราพึงติด
ตามพระสมณโคดม    พึงดูพระอิริยาบถของพระองค์เถิด    ครั้งนั้นแล   อุตตร
มาณพได้ติดตามพระผู้มีพระภาคเจ้าไปตลอด  ๗  เดือน      ดุจพระฉายาติดตาม
พระองค์ไปฉะนั้น.    ครั้งนั้นอุตตรมาณพได้เที่ยวจาริกไปทางเมืองมิถิลา    ใน
วิเทหชนบทโดยล่วงไป ๗ เดือน    เมื่อเที่ยวจาริกไปโดยลำดับ     ได้เข้าไปหา
พรหมณ์ที่เมืองมิถิลาไหว้พรหมายุพราหมณ์แล้ว   จึงนั่ง  ณ  ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง
ครั้นแล้ว    พรหมายุพราหมณ์ได้ถามว่า   พ่ออุตตรมาณพ   กิตติศัพท์ของท่าน
พระโคดมพระองค์นั้น    ขจรไปแล้วเป็นจริงอย่างนั้นไม่เป็นอย่างอื่นหรือ    ก็
ท่านพระโคดมพระองค์นั้นเป็นเช่นนั้นไม่เป็นเช่นอื่นแลหรือ.

มหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการ

[๕๘๙]  อุตตรมาณพตอบว่า   ข้าแต่ท่านผู้เจริญ   กิตติศัพท์ของท่าน
พระโคดมพระองค์นั้น    ขจรไปแล้วเป็นจริงอย่างนั้น   ไม่เป็นอย่างอื่น  และท่าน
พระโคดมพระองค์นั้นเป็นเช่นนั้นจริง      ไม่เป็นอย่างอื่น     ข้าแต่ท่านผู้เจริญ
ท่านพระโคดมพระองค์นั้น  ทรงประกอบด้วยมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการคือ
๑.    ท่านพระโคดมพระองค์นั้นมีพระบาทประดิษฐานอยู่
ด้วยดี   แม้ข้อนี้ก็เป็นมหาปุริสลักษณะแห่งมหาบุรุษ   ของท่านพระ-
โคดมพระองค์นั้น
๒.    มีลายจักรอันมีกำพันหนึ่ง  มีกงพันหนึ่ง   มีดุมพันหนึ่ง
บริบูรณ์ด้วยอาการทั้งปวง   เกิดภายใต้ฝ่าพระบาททั้งสอง
๓.    ทรงมีพระส้นยาว
๔.    ทรงมีพระองคุลียาว
๕.    ทรงมีฝ่าพระหัตถ์และฝ่าพระบาทอ่อนนุ่ม
๖.     ทรงมีฝ่าพระหัตถ์และฝ่าพระบาทเป็นลายตาข่าย
๗.    ทรงมีพระบาทสูงนูน
๘.    พระมีพระชงฆ์เรียวดังแข้งเนื้อทราย
๙.    ทรงประทับยืนตรง ไม่ค้อมลง  ฝ่าพระหัตถ์ทั้งสองลูบ
คลำพระชานุมณฑลทั้งสองได้
๑๐.   ทรงมีพระคุยหฐานเร้นอยู่ในฝัก
๑๑.   ทรงมีพระฉวีรรณดังทองคำ
๑๒.  ทรงมีพระฉวีละเอียดดังผิวทองคำเพราะทรงมีพระฉวี
ละเอียดฝุ่นละอองไม่ติดพระกาย
๑๓.   ทรงมีพระโลมาขุมละเส้น
๑๔.  ทรงมีพระโลมาปลายงอนขึ้นเบื้องบนทุกเส้น  สีเขียว
ดังดอกอัญชัน  ขอเป็นมณฑลทักษิณาวัฏ
๑๕.   ทรงมีพระกายตรงดังกายพรหม
๑๖.   ทรงมีพระกายเต็มในที่  ๗ แห่ง
๑๗.  มีพระกายเต็มดังกึ่งกายเบื้องหน้าแห่งสีหะ
๑๘.  ทรงมีพระปฤษฎางค์เต็ม
๑๙.    ทรงมีปริมณฑลดังต้นนิโครธ   มีพระกายกับวาเท่ากัน
๒๐.  ทรงมีพระศอกลมเสมอ
๒๑.   ทรงมีเส้นประสาทสำหรับรับรสหมดจดดี
๒๒.  ทรงมีพระหนุดังคางราชสีห์
๒๓.  ทรงมีพระทนต์  ๔๐  ซี่
๒๔.  ทรงมีพระทนต์เสมอ
๒๕.  ทรงมีพระทนต์ไม่ห่าง
๒๖.  ทรงมีพระทาฐาอันขาวงาม
๒๗.  ทรงมีพระชิวหาใหญ่ยาว
๒๘.  ทรงมีพระสุรเสียงดังเสียพรหม
๒๙.  ทรงมีพระเนตรดำสนิท
๓๐.   ทรงมีดวงพระเนตรดังตาโค
๓๑.   ทรงมีพระอุณาโลมขาวละเอียดอ่อนดังสำลี       เกิด
ระหว่างพระโขนง
๓๒.  มีพระเศียรกลมเป็นปริมณฑลดังประดับด้วยกรอบ
พระพักตร์.
.
.
.

********************************************

ขอขอบคุณข่าวจาก www.sanook.com ไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ  ^___________^