สติและพิจารณา
ในเหตุการณ์บ้านเมืองที่เกิดขึ้นในขณะนี้หลักคำสอนของพระพุทธเจ้าที่น่าจะนำมาใช้และทุกคนน่าจะรู้จักดีก็คือ สติ และ หลักกาลามสูตร 10 ครับ
ยิ่งในสมัยที่เทคโลโนยีก้าวหน้ารวดเร็วอย่างนี้ข้อมูลต่างๆที่ได้มา ถ้าคนที่รับฟังไม่ได้กรองความเป็นจริงและหาข้อมูลหลักฐานความจริงมาประกอบแล้ว พวกเราอาจจะตกเป็นเครื่องมือของกลุ่มคนที่ไม่หวังดีก็เป็นไปได้ครับ
กาลามสูตร 10
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๐ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๒ อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต
[๕๐๕] ๖๖. สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเสด็จจาริกไปในโกศลชนบท
พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ เสด็จถึงนิคมของพวกกาลามะชื่อว่า เกสปุตตะ
พวกชนกาลามโคตร ชาวเกสปุตตนิคมได้สดับข่าวมาว่า พระสมณโคดมศากยบุตร
ทรงผนวชจากศากยสกุลแล้ว เสด็จมาถึงเกสปุตตนิคมโดยลำดับ ก็กิตติศัพท์อัน
งามของพระสมณโคดมพระองค์นั้นแล ขจรไปแล้วอย่างนี้ว่า แม้เพราะเหตุนี้ๆ
พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น เป็นพระอรหันต์ ... ทรงเบิกบานแล้ว ทรงจำแนกธรรม
พระองค์ทรงทำโลกนี้ พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ให้แจ้งชัดด้วย
พระปัญญาอันยิ่งของพระองค์เองแล้ว ทรงสอนหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์
เทวดาและมนุษย์ให้รู้ตาม พระองค์ทรงแสดงธรรมไพเราะในเบื้องต้น ไพเราะใน
ท่ามกลาง ไพเราะในที่สุด ทรงประกาศพรหมจรรย์ พร้อมทั้งอรรถ พร้อม
ทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์ บริบูรณ์สิ้นเชิง ก็การได้เห็นพระอรหันต์ทั้งหลายเห็นปาน-
*นั้น ย่อมเป็นความดีแล ครั้งนั้น ชนกาลามโคตร ชาวเกสปุตตนิคมได้เข้าไป
เฝ้าพระผู้มีพระภาคจนถึงที่ประทับ บางพวกถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้วนั่ง
ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง บางพวกได้ปราศรัยกับพระผู้มีพระภาค ครั้นผ่านการ
ปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง บางพวกประนมมือ
ไปทางพระผู้มีพระภาคแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง บางพวกประกาศชื่อและ
โคตรแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง บางพวกนั่งเฉยๆ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง
เมื่อต่างก็นั่งลงเรียบร้อยแล้ว จึงได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า พระเจ้าข้า มีสมณ
พราหมณ์พวกหนึ่งมายังเกสปุตตนิคม สมณพราหมณ์พวกนั้น พูดประกาศ
แต่เฉพาะวาทะของตัวเท่านั้น ส่วนวาทะของผู้อื่นช่วยกันกระทบกระเทียบ ดูหมิ่น
พูดกด ทำให้ไม่น่าเชื่อ พระเจ้าข้า มีสมณพราหมณ์อีกพวกหนึ่งมายังเกสปุตตนิคม
ถึงพราหมณ์พวกนั้น ก็พูดประกาศแต่เฉพาะวาทะของตนเท่านั้น ส่วนวาทะของ
ผู้อื่นช่วยกันกระทบกระเทียบ ดูหมิ่น พูดกด ทำให้ไม่น่าเชื่อ พระเจ้าข้า พวก
ข้าพระองค์ยังมีความเคลือบแคลงสงสัยในสมณพราหมณ์เหล่านั้นอยู่ทีเดียวว่า ท่าน
สมณพราหมณ์เหล่านั้น ใครพูดจริง ใครพูดเท็จ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกร
กาลามชนทั้งหลาย ก็ควรแล้วที่ท่านทั้งหลายจะเคลือบแคลงสงสัย และท่าน
ทั้งหลายเกิดความเคลือบแคลงสงสัยในฐานะที่ควรแล้ว มาเถิดท่านทั้งหลาย
ท่านทั้งหลายอย่าได้ยึดถือตามถ้อยคำที่ได้ยินได้ฟังมา อย่าได้ยึดถือตามถ้อยคำ
สืบๆ กันมา อย่าได้ยึดถือโดยตื่นข่าวว่า ได้ยินอย่างนี้ อย่าได้ยึดถือโดยอ้าง
ตำรา อย่าได้ยึดถือโดยเดาเอาเอง อย่าได้ยึดถือโดยคาดคะเน อย่าได้ยึดถือโดย
ความตรึกตามอาการ อย่าได้ยึดถือโดยชอบใจว่าต้องกันกับทิฐิของตัว อย่าได้
ยึดถือโดยเชื่อว่าผู้พูดสมควรจะเชื่อได้ อย่าได้ยึดถือโดยความนับถือว่าสมณะนี้
เป็นครูของเรา เมื่อใด ท่านทั้งหลายพึงรู้ด้วยตนเองว่า ธรรมเหล่านี้เป็นอกุศล
ธรรมเหล่านี้มีโทษ ธรรมเหล่านี้ผู้รู้ติเตียน ธรรมเหล่านี้ใครสมาทานให้บริบูรณ์แล้ว
เป็นไปเพื่อสิ่งไม่เป็นประโยชน์ เพื่อทุกข์เมื่อนั้น ท่านทั้งหลายควรละธรรม
เหล่านั้นเสีย ดูกรกาลามชนทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน
ความโลภ เมื่อเกิดขึ้นในภายในบุรุษ ย่อมเกิดขึ้นเพื่อประโยชน์หรือเพื่อสิ่งไม่เป็น
ประโยชน์ พวกชนกาลามโคตรต่างกราบทูลว่า เพื่อสิ่งไม่เป็นประโยชน์
พระเจ้าข้า ฯ
***********************************************************
[317] กาลามสูตรกังขานิยฐาน 10 (หมายถึง วิธีปฏิบัติในเรื่องที่ควรสงสัย หรือหลักความเชื่อ ที่ตรัสไว้ในกาลามสูตร — how to deal with doubtful matters; advice on
how to investigate a doctrine, as contained in the Kalamasutta)
1. มา อนุสฺสเวน (อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการฟังตามกันมา — Be not led by report)
2. มา ปรมฺปราย (อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการถือสืบๆ กันมา — Be not led by tradition)
3. มา อิติกิราย (อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการเล่าลือ — Be not led by hearsay)
4. มา ปิฎกสมฺปทาเนน (อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการอ้างตำราหรือคัมภีร์ — Be not led by the authority of texts)
5. มา ตกฺกเหตุ (อย่าปลงใจเชื่อ เพราะตรรก — Be not led by mere logic)
6. มา นยเหตุ (อย่าปลงใจเชื่อ เพราะการอนุมาน — Be not led by inference)
7. มา อาการปริวิตกฺเกน (อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการคิดตรองตามแนวเหตุผล — Be not led by considering appearances)
8. มา ทิฏฺฐินิชฺฌานกฺขนฺติยา (อย่าปลงใจเชื่อ เพราะเข้าได้กับทฤษฎีที่พินิจไว้แล้ว — Be not led by the agreement with a considered and approved
theory)
9. มา ภพฺพรูปตาย (อย่าปลงใจเชื่อ เพราะมองเห็นรูปลักษณะน่าจะเป็นไปได้ — Be not led by seeming possibilities)
10. มา สมโณ โน ครูติ (อย่าปลงใจเชื่อ เพราะนับถือว่า ท่านสมณะนี้เป็นครูของเรา — Be not led by the idea, ‘This is our teacher’)
ต่อเมื่อใด รู้เข้าใจด้วยตนว่า ธรรมเหล่านั้น เป็นอกุศล เป็นกุศล มีโทษ ไม่มีโทษ เป็นต้นแล้ว จึงควรละหรือถือปฏิบัติตามนั้น
***********************************************************
กล่าวนำและทำความเข้าใจ
กล่าวนำและทำความเข้าใจ
Blog นี้จัดทำขึ้นเนื่องจากการที่ตั้งใจศึกษาพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าและหลักการปฏิบัติตนตามหลักคำสอนอย่างถูกต้อง
เพราะในปัจจุบันคนเราเน้นการทำบุญโดยเอาความสะดวกสบายและง่ายเข้าว่า โดยบ้างครั้งอาจจะผิดหลักคำสอนจนความตั้งใจทำบุญจริงๆนั้นกลายมาเป็นบาป และบ้างครั้งอาจจะหลงผิดใช้เงินกับการทำบุญที่ผิดวิธีจนได้บาปเช่นกัน แต่เราก็สามารถทำบุญอย่างง่ายๆและถูกต้องได้เช่นกัน ดังนั้นเราจึงต้องรู้หลักการปฏิบัติที่ถูกต้องเพื่อที่จะได้บุญจริงๆ
บทความใน Blog นี้จึงขอมุ่งเน้นหยิบยกเนื้อหาอ้างอิงจากพระไตรปิฏกเป็นหลักและบทความจากผู้ที่ศึกษาพระไตรปิฏกอย่างจริงจังที่น่าจะเป็นประโยชน์กับผู้อ่าน การทำ Blog นี้มีเจตนาเพื่อเป็นอีกหนึ่งทางที่สำหรับผู้คนอาจจะพบเห็นและได้ศึกษาธรรมมากขึ้น
"การศึกษาอะไรที่ยิ่งใหญ่ อาจจะมาจากเรื่องที่เราสงสัยเล็กๆเพียงเรื่องเดียว"
***ทั้งนี้เนื้อหาที่ได้ลงไปใน Blog ผู้อ่านควรใช้วิจารณญาณและศึกษาจากพระไตรปิฏกควบคู่ไปด้วยเพราะอาจมีการคลาดเคลื่อนของเนื้อหา เพื่อผู้อ่านจะได้รับความรู้ที่ตรงและถูกต้องที่สุดครับ***
วันจันทร์ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2556
วันพุธที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556
ปฏิรูป !!!!!!
ปฏิรูป !!!!!!
ช่วงนี้อาจจะได้ยินคำนี้เยอะครับ เพราะการเมืองกำลังร้อนแรง แต่ถ้าจะให้ผมพูดผมอยากให้มีการปฏิรูปพระในประเทศมากกว่าครับ เพราะข่าวทุกวันนี้ก็ยังเห็นพระที่ทำผิดพระวินัยอยู่ แต่ที่แปลกก็คือทั้งๆที่เห็นว่าพระทำผิดพระวินัยและมีการนำมาออกข่าว แต่คนดูก็ยังไม่รู้ว่พระทำผิดวินัยครับ
ขอยกตัวอย่างข่าวเมื่อเช้านี้ครับ
" มีพระไปถอนเงินที่ธนาคารและมีคนขโมยเงินไปต่อหน้าต่อตา "
ผลสรุปคือ ชาวบ้านนั้นโกรธคนที่ขโมยเงินของพระครับ
ซึ่งในทางกฏหมายนั้นคนนั้นผิดแน่นอนที่ขโมยของครับ
แต่ถ้าทางธรรมนั้น พระนั้นผิดพระวินัยครับที่มีเงิน รับเงิน จับเงินครับ
เรื่องทั้งหมดนี้เราทุกคนจะเข้าใจได้ว่าใครผิดใครถูกถ้าพระและโยมศึกษาพระธรรมบ้างให้สมกับที่นับถือศาสนาพุทธครับ
พระนั้นย่อมต้องศึกษาพระธรรมแน่นอนอยู่แล้วครับ ส่วนโยมอย่างน้อยก็น่าจะศึกษาไว้บ้างครับ
เหมือนกับที่เราจะซื้อรถก็ต้องดูว่ารถรุ่นไหนดี และยี่ห้ออะไรที่ว่าดีนั้นเป็นเช่นไร ก็เหมือนกับพระที่ว่าดีนั้นเป็นเช่นไร
ถ้าเปรียบก็อาจจะเปรียบได้ว่า "พระธรรมวินัย" ก็คือคู่มือดูพระนั้นเองครับว่าพระต้องปฏิบัติตนเช่นไรถึงจะเรียกว่าพระที่ดี
แต่มี 1 สิ่งที่เราอาจจะลืมไปครับว่าเราทุกคนที่เรียนวิชาพระพุทธศาสนารู้กันดีว่าพระศาสดาของเราก่อนที่จะออกผนวชนั้นเป็นถึงทายาทกษัตริย์ ที่มี ลาภ ยศ และโภคทรัพย์มากมาย แต่พระพุทธองค์ก็หนี้สิ่งเหล่านั้นเพื่อความหลุดพ้น
แต่ดูพระในบ้านเมืองเราสมัยนี้สิครับอาจจะพูดได้ว่าบวชมาเพื่อหาทรัพย์สิ่งของก็ว่าได้ มีเงินเก็บเป็นแสนเป็นล้าน ซึ่งมากว่าโยมผู้ตั้งหน้าตั้งตาทำบุญซะอีก และขัดกับการปฏิบัติของพระศาสดาอย่างมากมาย
เพียง 1 ข้อที่กล่าวมานี้ก็น่าจะทำให้ใครหลายๆคนคิดได้นะครับว่าพระศาสดาของเรายังทิ้งทรัพย์สินเพื่อหาทางหลุดพ้นและห้ามการรับ เงิน ทอง ต่างๆ แล้วพระที่บวชเข้ามาเป็นสาวกของพระองค์จะบวชมาเพื่อหาทรัพย์สินไปทำไมกัน ?
สิ่งที่กล่าวมานี้คิดว่าถูกหรือผิด และเป็นเหตุเป็นผลหรือไม่ครับ ขอฝากให้คิดกันนะครับ
พระไม่สามารถรับเงิน ทอง ที่ดิน สิ่งของที่มีค่า หรือแม้กระทั้งซื้อของเองได้
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๙ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑ ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค
จุลศีล
[๑๐๓] ดูกรมหาบพิตร อย่างไร ภิกษุจึงชื่อว่าเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีล.
๑๓. เธอเว้นขาดจากการรับทองและเงิน.
๑๔. เธอเว้นขาดจากการรับธัญญาหารดิบ.
๑๕. เธอเว้นขาดจากการรับเนื้อดิบ.
๑๖. เธอเว้นขาดจากการรับสตรีและกุมารี.
๑๗. เธอเว้นขาดจากการรับทาสีและทาส.
๑๘. เธอเว้นขาดจากการรับแพะและแกะ.
๑๙. เธอเว้นขาดจากการรับไก่และสุกร.
๒๐. เธอเว้นขาดจากการรับช้าง โค ม้า และลา.
๒๑. เธอเว้นขาดจากการรับไร่นาและที่ดิน.
๒๒. เธอเว้นขาดจากการประกอบทูตกรรมและการรับใช้.
๒๓. เธอเว้นขาดจากการซื้อการขาย.
๒๕. เธอเว้นขาดจากการรับสินบน การล่อลวง และการตลบตะแลง.
**************************************************************************
ช่วงนี้อาจจะได้ยินคำนี้เยอะครับ เพราะการเมืองกำลังร้อนแรง แต่ถ้าจะให้ผมพูดผมอยากให้มีการปฏิรูปพระในประเทศมากกว่าครับ เพราะข่าวทุกวันนี้ก็ยังเห็นพระที่ทำผิดพระวินัยอยู่ แต่ที่แปลกก็คือทั้งๆที่เห็นว่าพระทำผิดพระวินัยและมีการนำมาออกข่าว แต่คนดูก็ยังไม่รู้ว่พระทำผิดวินัยครับ
ขอยกตัวอย่างข่าวเมื่อเช้านี้ครับ
" มีพระไปถอนเงินที่ธนาคารและมีคนขโมยเงินไปต่อหน้าต่อตา "
ผลสรุปคือ ชาวบ้านนั้นโกรธคนที่ขโมยเงินของพระครับ
ซึ่งในทางกฏหมายนั้นคนนั้นผิดแน่นอนที่ขโมยของครับ
แต่ถ้าทางธรรมนั้น พระนั้นผิดพระวินัยครับที่มีเงิน รับเงิน จับเงินครับ
เรื่องทั้งหมดนี้เราทุกคนจะเข้าใจได้ว่าใครผิดใครถูกถ้าพระและโยมศึกษาพระธรรมบ้างให้สมกับที่นับถือศาสนาพุทธครับ
พระนั้นย่อมต้องศึกษาพระธรรมแน่นอนอยู่แล้วครับ ส่วนโยมอย่างน้อยก็น่าจะศึกษาไว้บ้างครับ
เหมือนกับที่เราจะซื้อรถก็ต้องดูว่ารถรุ่นไหนดี และยี่ห้ออะไรที่ว่าดีนั้นเป็นเช่นไร ก็เหมือนกับพระที่ว่าดีนั้นเป็นเช่นไร
ถ้าเปรียบก็อาจจะเปรียบได้ว่า "พระธรรมวินัย" ก็คือคู่มือดูพระนั้นเองครับว่าพระต้องปฏิบัติตนเช่นไรถึงจะเรียกว่าพระที่ดี
แต่มี 1 สิ่งที่เราอาจจะลืมไปครับว่าเราทุกคนที่เรียนวิชาพระพุทธศาสนารู้กันดีว่าพระศาสดาของเราก่อนที่จะออกผนวชนั้นเป็นถึงทายาทกษัตริย์ ที่มี ลาภ ยศ และโภคทรัพย์มากมาย แต่พระพุทธองค์ก็หนี้สิ่งเหล่านั้นเพื่อความหลุดพ้น
แต่ดูพระในบ้านเมืองเราสมัยนี้สิครับอาจจะพูดได้ว่าบวชมาเพื่อหาทรัพย์สิ่งของก็ว่าได้ มีเงินเก็บเป็นแสนเป็นล้าน ซึ่งมากว่าโยมผู้ตั้งหน้าตั้งตาทำบุญซะอีก และขัดกับการปฏิบัติของพระศาสดาอย่างมากมาย
เพียง 1 ข้อที่กล่าวมานี้ก็น่าจะทำให้ใครหลายๆคนคิดได้นะครับว่าพระศาสดาของเรายังทิ้งทรัพย์สินเพื่อหาทางหลุดพ้นและห้ามการรับ เงิน ทอง ต่างๆ แล้วพระที่บวชเข้ามาเป็นสาวกของพระองค์จะบวชมาเพื่อหาทรัพย์สินไปทำไมกัน ?
สิ่งที่กล่าวมานี้คิดว่าถูกหรือผิด และเป็นเหตุเป็นผลหรือไม่ครับ ขอฝากให้คิดกันนะครับ
พระไม่สามารถรับเงิน ทอง ที่ดิน สิ่งของที่มีค่า หรือแม้กระทั้งซื้อของเองได้
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๙ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑ ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค
จุลศีล
[๑๐๓] ดูกรมหาบพิตร อย่างไร ภิกษุจึงชื่อว่าเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีล.
๑๓. เธอเว้นขาดจากการรับทองและเงิน.
๑๔. เธอเว้นขาดจากการรับธัญญาหารดิบ.
๑๕. เธอเว้นขาดจากการรับเนื้อดิบ.
๑๖. เธอเว้นขาดจากการรับสตรีและกุมารี.
๑๗. เธอเว้นขาดจากการรับทาสีและทาส.
๑๘. เธอเว้นขาดจากการรับแพะและแกะ.
๑๙. เธอเว้นขาดจากการรับไก่และสุกร.
๒๐. เธอเว้นขาดจากการรับช้าง โค ม้า และลา.
๒๑. เธอเว้นขาดจากการรับไร่นาและที่ดิน.
๒๒. เธอเว้นขาดจากการประกอบทูตกรรมและการรับใช้.
๒๓. เธอเว้นขาดจากการซื้อการขาย.
๒๕. เธอเว้นขาดจากการรับสินบน การล่อลวง และการตลบตะแลง.
**************************************************************************
วันพฤหัสบดีที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556
เรื่องแปลกแต่จริงของชาวพุทธ
เรื่องแปลกแต่จริงของชาวพุทธ
มาพักเรื่องเครียดๆ หลายๆ เรื่องในช่วงนี้กันนะครับ ทั้งด้านการเมือง ศาสนา และ สังคม
คนไทยที่นับถือศาสนาพุทธนั้นเป็นที่น่าชื่นชมว่าเป็นความรัก และ เคารพ พระพุทธศาสนาอย่างยิ่ง โดยถ้ามีใครมากล่าวพาดพิงถึงเป็นไม่ได้ต้องมีอารมณ์ขึ้นกันบ้าง
(แต่บางครั้งก็น่าจะศึกษาดูบ้างว่าที่เขาพูดถึงนั้นจริงเท็จตามหลักธรรมที่พระพุทธเจ้าสอนขนาดไหน และก็อย่าเชื่ออะไรง่ายๆเพราะฟังจากคนอื่นมา หรือตามที่ตนเองคิดว่าถูกต้องแล้ว หรือ เชื่อตามพระที่มีสมณศักดิ์ใหญ่แต่ไม่รู้ว่าปฏิบัติตนเช่นไร)
อีก 1 สิ่งที่ผมคิดว่าน่าแปลกที่คนไทยที่นับถือศาสนาพุทธทั้งหมดทั้งในประเทศและต่างประเทศตอบไม่ได้ ?
ผมคิดว่า มากกว่า 50% ของของคนไทยที่นับถือศาสนาพุทธ บอก "พระนาม" ของพระศาสดา ของศาสนาพุทธ ไม่ได้
ผมคิดว่า มากกว่า 50% ของของคนไทยที่นับถือศาสนาพุทธ บอก "พระนาม" ของพระศาสดา ของศาสนาอื่นๆ ได้
ลองย้อนนึกกลับไปเวลาที่เราเรียนพระพุทธศาสนาในทุกๆปี ก็ไม่เจอพระนามของพระศาสดา หรือว่าเจอแต่เราก็ไม่ได้สนใจก็เป็นไปได้
และผมคิดว่าถ้าลองถามคำถามนี้กับผู้ที่บอกตัวเองว่า "นับถือศาสนาพุทธ และ เป็นชาวพุทธ" คงจะได้คำตอบ เช่น
พระนามของเจ้าชายตอนที่ยังไม่ได้ออกผนวชบ้าง หรือ ชื่อพระพุทธรูปตามวัดดังต่างๆ บ้าง
ถ้าเราเป็นชาวพุทธจริงเราลองถามคำถามนี้กับตัวเองดูนะครับว่าเราจะตอบได้ไหม ?
ถ้าเราตอบไม่ได้เราจะยังกล้าพูดว่าเราเป็น "ชาวพุทธ" อย่างเต็มปากได้หรือไม่ ?
ฝากให้คิดกันนะครับ ^^
มาพักเรื่องเครียดๆ หลายๆ เรื่องในช่วงนี้กันนะครับ ทั้งด้านการเมือง ศาสนา และ สังคม
คนไทยที่นับถือศาสนาพุทธนั้นเป็นที่น่าชื่นชมว่าเป็นความรัก และ เคารพ พระพุทธศาสนาอย่างยิ่ง โดยถ้ามีใครมากล่าวพาดพิงถึงเป็นไม่ได้ต้องมีอารมณ์ขึ้นกันบ้าง
(แต่บางครั้งก็น่าจะศึกษาดูบ้างว่าที่เขาพูดถึงนั้นจริงเท็จตามหลักธรรมที่พระพุทธเจ้าสอนขนาดไหน และก็อย่าเชื่ออะไรง่ายๆเพราะฟังจากคนอื่นมา หรือตามที่ตนเองคิดว่าถูกต้องแล้ว หรือ เชื่อตามพระที่มีสมณศักดิ์ใหญ่แต่ไม่รู้ว่าปฏิบัติตนเช่นไร)
อีก 1 สิ่งที่ผมคิดว่าน่าแปลกที่คนไทยที่นับถือศาสนาพุทธทั้งหมดทั้งในประเทศและต่างประเทศตอบไม่ได้ ?
ผมคิดว่า มากกว่า 50% ของของคนไทยที่นับถือศาสนาพุทธ บอก "พระนาม" ของพระศาสดา ของศาสนาพุทธ ไม่ได้
ผมคิดว่า มากกว่า 50% ของของคนไทยที่นับถือศาสนาพุทธ บอก "พระนาม" ของพระศาสดา ของศาสนาอื่นๆ ได้
ลองย้อนนึกกลับไปเวลาที่เราเรียนพระพุทธศาสนาในทุกๆปี ก็ไม่เจอพระนามของพระศาสดา หรือว่าเจอแต่เราก็ไม่ได้สนใจก็เป็นไปได้
และผมคิดว่าถ้าลองถามคำถามนี้กับผู้ที่บอกตัวเองว่า "นับถือศาสนาพุทธ และ เป็นชาวพุทธ" คงจะได้คำตอบ เช่น
พระนามของเจ้าชายตอนที่ยังไม่ได้ออกผนวชบ้าง หรือ ชื่อพระพุทธรูปตามวัดดังต่างๆ บ้าง
ถ้าเราเป็นชาวพุทธจริงเราลองถามคำถามนี้กับตัวเองดูนะครับว่าเราจะตอบได้ไหม ?
ถ้าเราตอบไม่ได้เราจะยังกล้าพูดว่าเราเป็น "ชาวพุทธ" อย่างเต็มปากได้หรือไม่ ?
ฝากให้คิดกันนะครับ ^^
วันพฤหัสบดีที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2556
ใกล้ฤดูกาลแห่งการแจกซอง
ใกล้ฤดูกาลแห่งการแจกซอง
ช่วงนี้ใกล้จะออกพรรษาแล้ว แต่ละคนก็เริ่มที่จะตั้งหน้าตั้งตาทำบุญใหญ่กัน คือ กฐิน
แต่ในสมัยนี้กับสมัยพุทธกาลนั้นการทำกฐินแตกต่างกันมากครับ ลองหาศึกษากันดูนะครับว่าการทำกฐินในสมัยพุทธกาลเป็นเช่นไรครับ ที่เขาทำกันแล้วได้บุญมากมายครับ
พอผมได้ศึกษาพระพุทธศาสนาแล้วก็รู้สึกหวั่นใจว่า พอมาถึงเทศกาลแจกซองของคนไทยนี้จะปฏิเสธอย่างไรดี เพราะคนที่นำมาแจกก็เห็นหน้ากันอยู่ประจำ
พอได้พูดคุยว่ามันเป็นบาปจากการที่เรานำเงินไปถวายพระ และยังไม่ได้อธิบายเพิ่ม แต่กลับได้คำตอบว่าก็แล้วแต่ว่าคิดยังไง ถ้าคิดว่าบาปก็ไม่ต้องทำ กลายเป็นว่าเราเหมือนแกะดำไป
จึงทำให้นึกว่าการทำบุญเราอาศัยแค่ความคิดเราหรือ? โดยไม่ดูเลยว่าเราทำถูกหรือไม่
กับคำพูดที่ว่า "แค่คิดก็ได้บุญแล้ว" แต่ถ้าความคิดนั้นผิดแล้วเป็นบาป จะไม่ได้บาปหรือ?
ก็เหมือนอย่างที่ผมเคยเขียนไว้ว่า ถ้าเห็นคนติดเหล้า หรือ ยาเสพติด แล้วสงสารเขา เราก็ซื้อเหล้า และ ยาเสพติดให้เขา เพื่อหวังจะเอาบุญ อย่างนี้คิดว่าเราจะได้บุญหรือไม่ ?
แต่ถ้าคิดทางกลับกันถ้าเราคนไทยนับถือศาสนาพุทธ และ ทำบุญตามที่พุทธบัญญัติไว้อย่างถูกต้อง ประเทศเราจะน่าอยู่มากขนาดไหน
แต่ในปัจจุบันนี้คนในประเทศเราทำบุญกันเยอะมากแต่กลับเจอแต่สิ่งที่ไม่ดี ติดหนี้สิน เจอภัยพิบัติ เราเคยกลับมาคิดกันไหมว่าผลบุญที่เราทำไปไม่ช่วยเราบ้างเลยหรือ?
ถ้าทำถูกต้องได้บุญมากมาย แต่ถ้าทำผิดก็ได้บาปมากมายเช่นกัน
ลองคิดกันดูนะครับ
ช่วงนี้ใกล้จะออกพรรษาแล้ว แต่ละคนก็เริ่มที่จะตั้งหน้าตั้งตาทำบุญใหญ่กัน คือ กฐิน
แต่ในสมัยนี้กับสมัยพุทธกาลนั้นการทำกฐินแตกต่างกันมากครับ ลองหาศึกษากันดูนะครับว่าการทำกฐินในสมัยพุทธกาลเป็นเช่นไรครับ ที่เขาทำกันแล้วได้บุญมากมายครับ
พอผมได้ศึกษาพระพุทธศาสนาแล้วก็รู้สึกหวั่นใจว่า พอมาถึงเทศกาลแจกซองของคนไทยนี้จะปฏิเสธอย่างไรดี เพราะคนที่นำมาแจกก็เห็นหน้ากันอยู่ประจำ
พอได้พูดคุยว่ามันเป็นบาปจากการที่เรานำเงินไปถวายพระ และยังไม่ได้อธิบายเพิ่ม แต่กลับได้คำตอบว่าก็แล้วแต่ว่าคิดยังไง ถ้าคิดว่าบาปก็ไม่ต้องทำ กลายเป็นว่าเราเหมือนแกะดำไป
จึงทำให้นึกว่าการทำบุญเราอาศัยแค่ความคิดเราหรือ? โดยไม่ดูเลยว่าเราทำถูกหรือไม่
กับคำพูดที่ว่า "แค่คิดก็ได้บุญแล้ว" แต่ถ้าความคิดนั้นผิดแล้วเป็นบาป จะไม่ได้บาปหรือ?
ก็เหมือนอย่างที่ผมเคยเขียนไว้ว่า ถ้าเห็นคนติดเหล้า หรือ ยาเสพติด แล้วสงสารเขา เราก็ซื้อเหล้า และ ยาเสพติดให้เขา เพื่อหวังจะเอาบุญ อย่างนี้คิดว่าเราจะได้บุญหรือไม่ ?
แต่ถ้าคิดทางกลับกันถ้าเราคนไทยนับถือศาสนาพุทธ และ ทำบุญตามที่พุทธบัญญัติไว้อย่างถูกต้อง ประเทศเราจะน่าอยู่มากขนาดไหน
แต่ในปัจจุบันนี้คนในประเทศเราทำบุญกันเยอะมากแต่กลับเจอแต่สิ่งที่ไม่ดี ติดหนี้สิน เจอภัยพิบัติ เราเคยกลับมาคิดกันไหมว่าผลบุญที่เราทำไปไม่ช่วยเราบ้างเลยหรือ?
ถ้าทำถูกต้องได้บุญมากมาย แต่ถ้าทำผิดก็ได้บาปมากมายเช่นกัน
ลองคิดกันดูนะครับ
วันอังคารที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2556
ผู้ที่เป็นเจ้านายควรระวัง !!!
ผู้ที่เป็นเจ้านายควรระวัง !!!
ช่วงนี้ไม่ค่อยได้มา update blog เท่าที่ควรครับ เพราะงานเยอะและมีปัญหาด้านต่างๆเข้ามาแต่ก็ต้องทำใจยอมรับครับว่า มันเป็นกรรมของเราเอง ถ้าเราไม่รับผลกรรมนั้นใครจะมารับแทนเรา ถึงแม้ว่าเราจะจำไม่ได้ว่าทำอะไรไว้บ้าง แต่ก็ต้องรู้ครับว่าถ้าเราไม่ได้ทำกรรมนั้นไว้ กรรมนั้นจะทำอะไรเราไม่ได้แน่นอนครับ
ช่วงนี้มีเรื่องที่น่าคิดอยู่ 1 เรื่องครับ ที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับชีวิต คือเรื่องงาน สังเกตุไหมครับว่าเจ้าของกิจการต่างๆในประเทศเรานั้นส่วนใหญ่เป็นคนไทยเชื้อสายจีนครับ
"ต้องขอโทษคนไทยเชื้อสายจีนทุกท่านด้วยนะครับ แต่เรื่องที่จะเขียนนี้เป็นเฉพาะบ้างท่านที่ผมได้พบเจอครับ"
ส่วนใหญ่คนไทยเชื้อสายจีนเท่าที่ผมเห็นและรู้จักนั้นมีบุญด้านโภคทรัพย์แสดงผลมากครับเพราะทำกิจการต่างๆประสบความสำเร็จ ถึงแม้ว่าพื้นฐานอาจจะยากจนมาก่อน แต่พอบุญนั้นแสดงผลแล้วทำให้มีความร่ำรวยมากขึ้นครับ
แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าคนไทยเชื้อสายจีนถ้ามองในมุมของศาสนาพุทธนั้นจะรักษาทรัพย์ไม่ถูกต้องตามศาสนาพุทธครับ เพราะยังติดไหว้เจ้า ไหว้ผี ไหว้บรรพบุรุษอยู่ แต่ก็เป็นความเชื่อและธรรมเนียมของเขาครับ
ซึ่งตามพุทธศาสนาและการลงทุนแล้ว บุญที่ได้ไม่คุ้มค่ากับราคาหมู เห็ด เป็ด ไก่ ที่ซื้อไปเลยครับ ลองหาอ่านตามบทความที่ผมเคยเขียนนะครับว่าทำบุญอย่างไรถึงจะได้ผลบุญเยอะครับ เช่น
ซื้อไก่ 1 ตัวทำบุญอย่างไรจะได้ เป็น 100 เท่า 1,000 เท่า ครับ
*****************************************************
อีก 1 อย่างที่พบเห็นเยอะคือ เป็นคนขี้เหนียวและหวงทรัพย์สมบัติ ข้อนี้ไม่ว่าจะเป็นคนไทยเชื่อสายจีน หรือคนไทยแท้ มีให้พบเห็นกันมากครับ เรื่องนี้พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่าเป็นอันตรายครับตามบทที่ยกมาให้ศึกษาครับ
คนหวงทรัพย์ตายไปเกินเป็นสัตว์เฝ้าทรัพย์
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 191
.
.
พระราชารับสั่งให้เปิดประตู เสด็จไปถึงฝั่งน้ำ ตรัสว่า พวกเจ้า
จงค้นดู แล้วรับสั่งให้ค้นหาในที่นั้น ๆ ไม่มีใครเห็นพระกุมาร
ฝ่ายพระกุมารนั้นเล่า ในเวลาที่เมฆมืดครึ้ม ฝนตกกระหน่ำ
ลอยไปในแม่น้ำ เห็นท่อนไม้ท่อนหนึ่ง จึงเกาะท่อนไม้ อันมรณภัย
คุกคามแล้ว ร้องคร่ำครวญลอยไป.
ก็ในกาลนั้น เศรษฐีชาวเมืองพาราณสีผู้หนึ่ง ฝังทรัพย์
๔๐ โกฏิไว้ที่ฝั่งแม่น้ำ เพราะความเป็นห่วงทรัพย์ ตายไปจึง
ไปเกิดเป็นงูอยู่เหนือขุมทรัพย์. ยังมีอีกผู้หนึ่งฝังสมบัติไว้ตรงนั้น
เหมือนกัน ๓๐ โกฏิ เพราะความเป็นห่วงทรัพย์ ตายไปบังเกิด
เป็นหนูอยู่ในที่นั้นเหมือนกัน.
.
.
.
*****************************************************
และอีก 1 สิ่งที่ผมเจอ คือ พูดง่ายๆว่าคนที่ขี้โกงคนครับ โดยเฉพาะเจ้านายที่ชอบโกงและเบียดเบียนลูกน้องเพราะห่วงในทรัพย์ของตนเอง เช่น
ในการจ้างงานมีการตกลงกันว่าจะจ่ายค่าจ้างให้เดือนละเท่านี้ เป็นเวลาในช่วงทดลองงานกี่เดือน และเมื่อผ่านช่วงทดลองงาน แล้วจะขึ้นเงินเดือนให้เท่านี้ ต่างฝ่ายต่างตกลงกันและรับจ้างงานกันตามที่ตกลงไว้นี้ แต่พอผ่านช่วงทดลองงานแล้วนายจ้างไม่ทำตามที่ตนเองรับปากไว้โดยหาข้ออ้างต่างๆ อาจจะบิดเบือนคำพูด หรืออะไรก็ตาม เพราะยังไม่อยากขึ้นเงินเดือนให้
แค่นี้ก็เท่ากับว่าผิดศีลไป 3 ข้อแล้วครับ และผิดสัจจะที่ได้ให้ไว้ด้วยครับ คือ
1.ไม่ทำตามที่ตกลงกันจงใจที่จะผิดสัญญาที่ให้ไว้ โดยหาข้ออ้างต่างๆ เท่ากับ นายจ้างผิดศีลข้อโกหก
2.ลูกจ้างไม่ได้เงินเดือนตามที่เขาสมควรจะได้โดยที่เข้าไม่ได้มีความผิดอะไร ที่ถึงกับไม่สมควรจะไม่ให้เขาผ่านการทดลองงาน เท่ากับ นายจ้างลักทรัพย์ลูกจ้าง เช่น ให้เงินเดือน 9,000 บาท ผ่านทดลองงาน จะให้เป็น 10,000 บาท เท่ากับว่านายจ้างลักทรัพย์ ลูกจ้างไป 1,000 บาท ยิ่งต่อเวลาทดลองงานหลายเดือนก็จะยิ่งผิดลักทรัพย์มากขึ้นเรื่อยๆ
3.จากการที่ลูกจ้างไม่ได้ผ่านงานเงินเดือนไม่ขึ้นก็อาจจะทำให้เขาอยู่ยากมากขึ้น เท่ากับ นายจ้างผิดศีลขอเบียดเบียนสัตว์ยิ่งต่อเวลาทดลองงานหลายเดือนก็จะยิ่งผิดเบียดเบียนสัตว์มากขึ้นเรื่อยๆ
ส่วนในทางโลกนั้น แน่นอนว่าลูกจ้างนั้นก็จะไม่รักและทำงานให้บริษัทอย่างเต็มที่แน่นนอนครับ
*****************************************************
ดังนั้นถ้ากิจการของท่านกำลังยำแย่ และได้กำไรน้อยลง หรือขาดทุน มันอาจจะมาจากที่กล่าวมานี้ก็ได้ครับ ลองมองดูนะครับว่าท่านทำกับลูกน้องท่านอย่างนี้หรือเปล่า เพราะถ้าบริษัทยิ่งใหญ่ แล้วทำผิด ยิ่งเบียดเบียนคนมากนะครับ
แต่ถ้ากลับกันถ้ารู้จักการให้มันก็เป็นทานที่จะช่วยให้ท่านเจริญ และมีโภคทรัพย์มากขึ้นครับ
สิ่งที่ได้แน่ๆคือ ลูกน้องจะรัก และ ทำงานให้ท่านอย่างเต็มความสามารถแน่นอนครับ
ฝากไว้ 2 อย่างครับ
1.ในสัมมาทิฏฐิ 10 ประการ ข้อที่ 1.ทานให้แล้วมีผล ครับ
2.ขโมยเงิน 1 บาทจาก 100 คน กับ ขโมยเงิน 100 บาท จากคน 1 คน ผลคือ ได้เงิน 100 บาท เท่ากัน แต่บาปที่ได้ แตกต่างกันอย่างมากมายครับ
ช่วงนี้ไม่ค่อยได้มา update blog เท่าที่ควรครับ เพราะงานเยอะและมีปัญหาด้านต่างๆเข้ามาแต่ก็ต้องทำใจยอมรับครับว่า มันเป็นกรรมของเราเอง ถ้าเราไม่รับผลกรรมนั้นใครจะมารับแทนเรา ถึงแม้ว่าเราจะจำไม่ได้ว่าทำอะไรไว้บ้าง แต่ก็ต้องรู้ครับว่าถ้าเราไม่ได้ทำกรรมนั้นไว้ กรรมนั้นจะทำอะไรเราไม่ได้แน่นอนครับ
ช่วงนี้มีเรื่องที่น่าคิดอยู่ 1 เรื่องครับ ที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับชีวิต คือเรื่องงาน สังเกตุไหมครับว่าเจ้าของกิจการต่างๆในประเทศเรานั้นส่วนใหญ่เป็นคนไทยเชื้อสายจีนครับ
"ต้องขอโทษคนไทยเชื้อสายจีนทุกท่านด้วยนะครับ แต่เรื่องที่จะเขียนนี้เป็นเฉพาะบ้างท่านที่ผมได้พบเจอครับ"
ส่วนใหญ่คนไทยเชื้อสายจีนเท่าที่ผมเห็นและรู้จักนั้นมีบุญด้านโภคทรัพย์แสดงผลมากครับเพราะทำกิจการต่างๆประสบความสำเร็จ ถึงแม้ว่าพื้นฐานอาจจะยากจนมาก่อน แต่พอบุญนั้นแสดงผลแล้วทำให้มีความร่ำรวยมากขึ้นครับ
แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าคนไทยเชื้อสายจีนถ้ามองในมุมของศาสนาพุทธนั้นจะรักษาทรัพย์ไม่ถูกต้องตามศาสนาพุทธครับ เพราะยังติดไหว้เจ้า ไหว้ผี ไหว้บรรพบุรุษอยู่ แต่ก็เป็นความเชื่อและธรรมเนียมของเขาครับ
ซึ่งตามพุทธศาสนาและการลงทุนแล้ว บุญที่ได้ไม่คุ้มค่ากับราคาหมู เห็ด เป็ด ไก่ ที่ซื้อไปเลยครับ ลองหาอ่านตามบทความที่ผมเคยเขียนนะครับว่าทำบุญอย่างไรถึงจะได้ผลบุญเยอะครับ เช่น
ซื้อไก่ 1 ตัวทำบุญอย่างไรจะได้ เป็น 100 เท่า 1,000 เท่า ครับ
*****************************************************
อีก 1 อย่างที่พบเห็นเยอะคือ เป็นคนขี้เหนียวและหวงทรัพย์สมบัติ ข้อนี้ไม่ว่าจะเป็นคนไทยเชื่อสายจีน หรือคนไทยแท้ มีให้พบเห็นกันมากครับ เรื่องนี้พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่าเป็นอันตรายครับตามบทที่ยกมาให้ศึกษาครับ
คนหวงทรัพย์ตายไปเกินเป็นสัตว์เฝ้าทรัพย์
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 191
.
.
พระราชารับสั่งให้เปิดประตู เสด็จไปถึงฝั่งน้ำ ตรัสว่า พวกเจ้า
จงค้นดู แล้วรับสั่งให้ค้นหาในที่นั้น ๆ ไม่มีใครเห็นพระกุมาร
ฝ่ายพระกุมารนั้นเล่า ในเวลาที่เมฆมืดครึ้ม ฝนตกกระหน่ำ
ลอยไปในแม่น้ำ เห็นท่อนไม้ท่อนหนึ่ง จึงเกาะท่อนไม้ อันมรณภัย
คุกคามแล้ว ร้องคร่ำครวญลอยไป.
ก็ในกาลนั้น เศรษฐีชาวเมืองพาราณสีผู้หนึ่ง ฝังทรัพย์
๔๐ โกฏิไว้ที่ฝั่งแม่น้ำ เพราะความเป็นห่วงทรัพย์ ตายไปจึง
ไปเกิดเป็นงูอยู่เหนือขุมทรัพย์. ยังมีอีกผู้หนึ่งฝังสมบัติไว้ตรงนั้น
เหมือนกัน ๓๐ โกฏิ เพราะความเป็นห่วงทรัพย์ ตายไปบังเกิด
เป็นหนูอยู่ในที่นั้นเหมือนกัน.
.
.
.
*****************************************************
และอีก 1 สิ่งที่ผมเจอ คือ พูดง่ายๆว่าคนที่ขี้โกงคนครับ โดยเฉพาะเจ้านายที่ชอบโกงและเบียดเบียนลูกน้องเพราะห่วงในทรัพย์ของตนเอง เช่น
ในการจ้างงานมีการตกลงกันว่าจะจ่ายค่าจ้างให้เดือนละเท่านี้ เป็นเวลาในช่วงทดลองงานกี่เดือน และเมื่อผ่านช่วงทดลองงาน แล้วจะขึ้นเงินเดือนให้เท่านี้ ต่างฝ่ายต่างตกลงกันและรับจ้างงานกันตามที่ตกลงไว้นี้ แต่พอผ่านช่วงทดลองงานแล้วนายจ้างไม่ทำตามที่ตนเองรับปากไว้โดยหาข้ออ้างต่างๆ อาจจะบิดเบือนคำพูด หรืออะไรก็ตาม เพราะยังไม่อยากขึ้นเงินเดือนให้
แค่นี้ก็เท่ากับว่าผิดศีลไป 3 ข้อแล้วครับ และผิดสัจจะที่ได้ให้ไว้ด้วยครับ คือ
1.ไม่ทำตามที่ตกลงกันจงใจที่จะผิดสัญญาที่ให้ไว้ โดยหาข้ออ้างต่างๆ เท่ากับ นายจ้างผิดศีลข้อโกหก
2.ลูกจ้างไม่ได้เงินเดือนตามที่เขาสมควรจะได้โดยที่เข้าไม่ได้มีความผิดอะไร ที่ถึงกับไม่สมควรจะไม่ให้เขาผ่านการทดลองงาน เท่ากับ นายจ้างลักทรัพย์ลูกจ้าง เช่น ให้เงินเดือน 9,000 บาท ผ่านทดลองงาน จะให้เป็น 10,000 บาท เท่ากับว่านายจ้างลักทรัพย์ ลูกจ้างไป 1,000 บาท ยิ่งต่อเวลาทดลองงานหลายเดือนก็จะยิ่งผิดลักทรัพย์มากขึ้นเรื่อยๆ
3.จากการที่ลูกจ้างไม่ได้ผ่านงานเงินเดือนไม่ขึ้นก็อาจจะทำให้เขาอยู่ยากมากขึ้น เท่ากับ นายจ้างผิดศีลขอเบียดเบียนสัตว์ยิ่งต่อเวลาทดลองงานหลายเดือนก็จะยิ่งผิดเบียดเบียนสัตว์มากขึ้นเรื่อยๆ
ส่วนในทางโลกนั้น แน่นอนว่าลูกจ้างนั้นก็จะไม่รักและทำงานให้บริษัทอย่างเต็มที่แน่นนอนครับ
*****************************************************
ดังนั้นถ้ากิจการของท่านกำลังยำแย่ และได้กำไรน้อยลง หรือขาดทุน มันอาจจะมาจากที่กล่าวมานี้ก็ได้ครับ ลองมองดูนะครับว่าท่านทำกับลูกน้องท่านอย่างนี้หรือเปล่า เพราะถ้าบริษัทยิ่งใหญ่ แล้วทำผิด ยิ่งเบียดเบียนคนมากนะครับ
แต่ถ้ากลับกันถ้ารู้จักการให้มันก็เป็นทานที่จะช่วยให้ท่านเจริญ และมีโภคทรัพย์มากขึ้นครับ
สิ่งที่ได้แน่ๆคือ ลูกน้องจะรัก และ ทำงานให้ท่านอย่างเต็มความสามารถแน่นอนครับ
ฝากไว้ 2 อย่างครับ
1.ในสัมมาทิฏฐิ 10 ประการ ข้อที่ 1.ทานให้แล้วมีผล ครับ
2.ขโมยเงิน 1 บาทจาก 100 คน กับ ขโมยเงิน 100 บาท จากคน 1 คน ผลคือ ได้เงิน 100 บาท เท่ากัน แต่บาปที่ได้ แตกต่างกันอย่างมากมายครับ
วันพุธที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2556
ละอายไหมจากคำพูดที่ว่า " เราเป็นชาวพุทธ "
ละอายไหมจากคำพูดที่ว่า " เราเป็นชาวพุทธ "
ตั้งแต่เกิดจนถึงจำความได้เราทุกคนที่พ่อ แม่ นับถือศาสนาพุทธ เราจะเป็นชาวพุทธโดยสถานะโดยอัตโนมัติ
แต่เรานั้นรู้จักคำว่าพุทธจริงๆ หรือ ไม่ ?
รู้จักแค่ พุทธรูป การสวดมนต์ และพระ แต่ไม่รู้จัก พุทธเจ้า ธรรม สงฆ์ จริงๆเลย
ไม่รู้จักว่าพระพุทธเจ้าของเรายอดเยี่ยมขนาดไหน
ไม่รู้จักธรรมที่พระพุทธองค์ตรัสรู้ว่าจริงแท้แค่ไหน
ไม่รู้จักว่าพระสงฆ์จริงต้องปฏิบัติตนเช่นไร
อย่างนี้เราจะเรียกตัวเองว่าเป็นชาวพุทธได้หรือไม่ ?
จนทำให้ทุกวันนี้พูดเรื่องศาสนาแล้วคนเราไม่รู้ว่าพระทำอะไรได้หรือไม่ได้บ้าง จนกลายเป็นว่าเป็นเรื่องที่น่าแปลกใจไป เช่น
พระรับเงิน ทองไม่ได้
พระขุดดินไม่ได้
พระตัดต้นไม้ไม่ได้
พระจับพืชที่มีรากไม่ได้
พระปลูกต้นไม้ไม่ได้
พระไม่มีฉันเพล
ซึ่งสิ่งเหล่านี้เราเห็นกันจนชินตา แต่กับทราบกันไหมว่าพระทำไม่ได้ ถ้าทำต้องอาบัติ เพราะพระก็มีบทลงโทษเช่นกันตามความหนักเบาของการกระทำผิดนั้นๆ
ถ้าสิ่งที่ยกตัวอย่างมาท่านที่อ่านลองถามตัวเองว่าทราบหรือไม่ ถ้าท่านไม่ทราบแล้วอย่างนี้ท่านควรจะเรียกตนเองว่าชาวพุทธได้หรือไม่ครับ
ซึ่งไม่แปลกที่โยมในสมัยนี้จะไม่ได้ศึกษาพระวินัย
แต่เป็นเรื่องแปลกของผู้ที่บวชเป็นพระแล้วไม่ได้ศึกษากฏกติกาและข้อปฏิบัติของตน
ยกตัวอย่าง เช่น
ถ้าเราเป็นนักฟุตบอลเราก็ต้องรู้และปฏิบัติตามกฏกติกาของฟุตบอล
ถ้าเราเป็นคนไทยก็ต้องรู้และปฏิบัติตามกฏกติกาของประเทศไทย กฏหมายไทย
ถ้าเป็นพระต้องรู้และปฏิบัติตามธรรมวินัยของพระศาสดาที่บัญญัติไว้
เมื่อเราไม่รู้เราก็สามารถศึกษาและปฏิบัติตนให้สมกับที่เราเป็นชาวพุทธได้ครับ
และเราถึงจะพูดว่าเราเป็น " ชาวพุทธ " ได้เต็มปากและภาคภูมิใจครับ
แต่เรานั้นรู้จักคำว่าพุทธจริงๆ หรือ ไม่ ?
รู้จักแค่ พุทธรูป การสวดมนต์ และพระ แต่ไม่รู้จัก พุทธเจ้า ธรรม สงฆ์ จริงๆเลย
ไม่รู้จักว่าพระพุทธเจ้าของเรายอดเยี่ยมขนาดไหน
ไม่รู้จักธรรมที่พระพุทธองค์ตรัสรู้ว่าจริงแท้แค่ไหน
ไม่รู้จักว่าพระสงฆ์จริงต้องปฏิบัติตนเช่นไร
อย่างนี้เราจะเรียกตัวเองว่าเป็นชาวพุทธได้หรือไม่ ?
จนทำให้ทุกวันนี้พูดเรื่องศาสนาแล้วคนเราไม่รู้ว่าพระทำอะไรได้หรือไม่ได้บ้าง จนกลายเป็นว่าเป็นเรื่องที่น่าแปลกใจไป เช่น
พระรับเงิน ทองไม่ได้
พระขุดดินไม่ได้
พระตัดต้นไม้ไม่ได้
พระจับพืชที่มีรากไม่ได้
พระปลูกต้นไม้ไม่ได้
พระไม่มีฉันเพล
ซึ่งสิ่งเหล่านี้เราเห็นกันจนชินตา แต่กับทราบกันไหมว่าพระทำไม่ได้ ถ้าทำต้องอาบัติ เพราะพระก็มีบทลงโทษเช่นกันตามความหนักเบาของการกระทำผิดนั้นๆ
ถ้าสิ่งที่ยกตัวอย่างมาท่านที่อ่านลองถามตัวเองว่าทราบหรือไม่ ถ้าท่านไม่ทราบแล้วอย่างนี้ท่านควรจะเรียกตนเองว่าชาวพุทธได้หรือไม่ครับ
ซึ่งไม่แปลกที่โยมในสมัยนี้จะไม่ได้ศึกษาพระวินัย
แต่เป็นเรื่องแปลกของผู้ที่บวชเป็นพระแล้วไม่ได้ศึกษากฏกติกาและข้อปฏิบัติของตน
ยกตัวอย่าง เช่น
ถ้าเราเป็นนักฟุตบอลเราก็ต้องรู้และปฏิบัติตามกฏกติกาของฟุตบอล
ถ้าเราเป็นคนไทยก็ต้องรู้และปฏิบัติตามกฏกติกาของประเทศไทย กฏหมายไทย
ถ้าเป็นพระต้องรู้และปฏิบัติตามธรรมวินัยของพระศาสดาที่บัญญัติไว้
เมื่อเราไม่รู้เราก็สามารถศึกษาและปฏิบัติตนให้สมกับที่เราเป็นชาวพุทธได้ครับ
และเราถึงจะพูดว่าเราเป็น " ชาวพุทธ " ได้เต็มปากและภาคภูมิใจครับ
ถึงฟังเทศจากพระที่มีชื่อเสียงก็อย่างเพิ่งเชื่อง่ายๆ
ถึงฟังเทศจากพระที่มีชื่อเสียงก็อย่างเพิ่งเชื่อง่ายๆ
จากในช่วงนี้มีเรื่องพระออกรายการต่างๆมากมาย รวมถึงข่าวต่างๆ ผมก็ได้ลองหาไฟล์ใน Youtube เพื่อหาฟังคำสอนของแต่ละท่านที่มีข่าวออกมาว่าท่านไหนจริงหรือปลอม
ต้องบอกว่าเรานั้นมีความโชคดีอยู่ครับว่า เทคโนโลยีสมัยนี้ทำให้เราศึกษาพระธรรมคำสอนได้ง่ายขึ้น ไม่ต้องเสียค่ารถหรือเสียเวลาไปฟังที่วัดหรือที่อื่นเลย
เพราะจะหาพระที่ว่าดีจริงๆนั้นเราอาจจะต้องนั่งรถข้ามจังหวัดกันเลยทีเดียว และเรานั้นสามารถหาอ่านพระไตรปิฏกออนไลท์ได้เลยครับ
บ้างท่านอาจจะถามว่าแล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าต้องฟังจากองค์ไหน องค์ไหนดีจริง
คำตอบคือองค์ไหนที่เรารู้สึกสนใจก็ฟังไปเถอะครับ และที่สำคัญคือ ต้องหาคำตอบตรวจสอบ เทียบเคียงจากพระไตรปิฏกด้วยว่าที่ท่านเทศสอนนั้นตรงตามพระบัญญัติหรือไม่
หรือถ้าใครไม่แน่ใจกับพระ ก็ลองอ่านในพระไตรปิฏกโดยตรงเลยดีที่สุดครับ
จากในช่วงนี้มีเรื่องพระออกรายการต่างๆมากมาย รวมถึงข่าวต่างๆ ผมก็ได้ลองหาไฟล์ใน Youtube เพื่อหาฟังคำสอนของแต่ละท่านที่มีข่าวออกมาว่าท่านไหนจริงหรือปลอม
ต้องบอกว่าเรานั้นมีความโชคดีอยู่ครับว่า เทคโนโลยีสมัยนี้ทำให้เราศึกษาพระธรรมคำสอนได้ง่ายขึ้น ไม่ต้องเสียค่ารถหรือเสียเวลาไปฟังที่วัดหรือที่อื่นเลย
เพราะจะหาพระที่ว่าดีจริงๆนั้นเราอาจจะต้องนั่งรถข้ามจังหวัดกันเลยทีเดียว และเรานั้นสามารถหาอ่านพระไตรปิฏกออนไลท์ได้เลยครับ
บ้างท่านอาจจะถามว่าแล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าต้องฟังจากองค์ไหน องค์ไหนดีจริง
คำตอบคือองค์ไหนที่เรารู้สึกสนใจก็ฟังไปเถอะครับ และที่สำคัญคือ ต้องหาคำตอบตรวจสอบ เทียบเคียงจากพระไตรปิฏกด้วยว่าที่ท่านเทศสอนนั้นตรงตามพระบัญญัติหรือไม่
หรือถ้าใครไม่แน่ใจกับพระ ก็ลองอ่านในพระไตรปิฏกโดยตรงเลยดีที่สุดครับ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)





