ผู้ที่เป็นเจ้านายควรระวัง !!!
ช่วงนี้ไม่ค่อยได้มา update blog เท่าที่ควรครับ เพราะงานเยอะและมีปัญหาด้านต่างๆเข้ามาแต่ก็ต้องทำใจยอมรับครับว่า มันเป็นกรรมของเราเอง ถ้าเราไม่รับผลกรรมนั้นใครจะมารับแทนเรา ถึงแม้ว่าเราจะจำไม่ได้ว่าทำอะไรไว้บ้าง แต่ก็ต้องรู้ครับว่าถ้าเราไม่ได้ทำกรรมนั้นไว้ กรรมนั้นจะทำอะไรเราไม่ได้แน่นอนครับ
ช่วงนี้มีเรื่องที่น่าคิดอยู่ 1 เรื่องครับ ที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับชีวิต คือเรื่องงาน สังเกตุไหมครับว่าเจ้าของกิจการต่างๆในประเทศเรานั้นส่วนใหญ่เป็นคนไทยเชื้อสายจีนครับ
"ต้องขอโทษคนไทยเชื้อสายจีนทุกท่านด้วยนะครับ แต่เรื่องที่จะเขียนนี้เป็นเฉพาะบ้างท่านที่ผมได้พบเจอครับ"
ส่วนใหญ่คนไทยเชื้อสายจีนเท่าที่ผมเห็นและรู้จักนั้นมีบุญด้านโภคทรัพย์แสดงผลมากครับเพราะทำกิจการต่างๆประสบความสำเร็จ ถึงแม้ว่าพื้นฐานอาจจะยากจนมาก่อน แต่พอบุญนั้นแสดงผลแล้วทำให้มีความร่ำรวยมากขึ้นครับ
แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าคนไทยเชื้อสายจีนถ้ามองในมุมของศาสนาพุทธนั้นจะรักษาทรัพย์ไม่ถูกต้องตามศาสนาพุทธครับ เพราะยังติดไหว้เจ้า ไหว้ผี ไหว้บรรพบุรุษอยู่ แต่ก็เป็นความเชื่อและธรรมเนียมของเขาครับ
ซึ่งตามพุทธศาสนาและการลงทุนแล้ว บุญที่ได้ไม่คุ้มค่ากับราคาหมู เห็ด เป็ด ไก่ ที่ซื้อไปเลยครับ ลองหาอ่านตามบทความที่ผมเคยเขียนนะครับว่าทำบุญอย่างไรถึงจะได้ผลบุญเยอะครับ เช่น
ซื้อไก่ 1 ตัวทำบุญอย่างไรจะได้ เป็น 100 เท่า 1,000 เท่า ครับ
*****************************************************
อีก 1 อย่างที่พบเห็นเยอะคือ เป็นคนขี้เหนียวและหวงทรัพย์สมบัติ ข้อนี้ไม่ว่าจะเป็นคนไทยเชื่อสายจีน หรือคนไทยแท้ มีให้พบเห็นกันมากครับ เรื่องนี้พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่าเป็นอันตรายครับตามบทที่ยกมาให้ศึกษาครับ
คนหวงทรัพย์ตายไปเกินเป็นสัตว์เฝ้าทรัพย์
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 191
.
.
พระราชารับสั่งให้เปิดประตู เสด็จไปถึงฝั่งน้ำ ตรัสว่า พวกเจ้า
จงค้นดู แล้วรับสั่งให้ค้นหาในที่นั้น ๆ ไม่มีใครเห็นพระกุมาร
ฝ่ายพระกุมารนั้นเล่า ในเวลาที่เมฆมืดครึ้ม ฝนตกกระหน่ำ
ลอยไปในแม่น้ำ เห็นท่อนไม้ท่อนหนึ่ง จึงเกาะท่อนไม้ อันมรณภัย
คุกคามแล้ว ร้องคร่ำครวญลอยไป.
ก็ในกาลนั้น เศรษฐีชาวเมืองพาราณสีผู้หนึ่ง ฝังทรัพย์
๔๐ โกฏิไว้ที่ฝั่งแม่น้ำ เพราะความเป็นห่วงทรัพย์ ตายไปจึง
ไปเกิดเป็นงูอยู่เหนือขุมทรัพย์. ยังมีอีกผู้หนึ่งฝังสมบัติไว้ตรงนั้น
เหมือนกัน ๓๐ โกฏิ เพราะความเป็นห่วงทรัพย์ ตายไปบังเกิด
เป็นหนูอยู่ในที่นั้นเหมือนกัน.
.
.
.
*****************************************************
และอีก 1 สิ่งที่ผมเจอ คือ พูดง่ายๆว่าคนที่ขี้โกงคนครับ โดยเฉพาะเจ้านายที่ชอบโกงและเบียดเบียนลูกน้องเพราะห่วงในทรัพย์ของตนเอง เช่น
ในการจ้างงานมีการตกลงกันว่าจะจ่ายค่าจ้างให้เดือนละเท่านี้ เป็นเวลาในช่วงทดลองงานกี่เดือน และเมื่อผ่านช่วงทดลองงาน แล้วจะขึ้นเงินเดือนให้เท่านี้ ต่างฝ่ายต่างตกลงกันและรับจ้างงานกันตามที่ตกลงไว้นี้ แต่พอผ่านช่วงทดลองงานแล้วนายจ้างไม่ทำตามที่ตนเองรับปากไว้โดยหาข้ออ้างต่างๆ อาจจะบิดเบือนคำพูด หรืออะไรก็ตาม เพราะยังไม่อยากขึ้นเงินเดือนให้
แค่นี้ก็เท่ากับว่าผิดศีลไป 3 ข้อแล้วครับ และผิดสัจจะที่ได้ให้ไว้ด้วยครับ คือ
1.ไม่ทำตามที่ตกลงกันจงใจที่จะผิดสัญญาที่ให้ไว้ โดยหาข้ออ้างต่างๆ เท่ากับ นายจ้างผิดศีลข้อโกหก
2.ลูกจ้างไม่ได้เงินเดือนตามที่เขาสมควรจะได้โดยที่เข้าไม่ได้มีความผิดอะไร ที่ถึงกับไม่สมควรจะไม่ให้เขาผ่านการทดลองงาน เท่ากับ นายจ้างลักทรัพย์ลูกจ้าง เช่น ให้เงินเดือน 9,000 บาท ผ่านทดลองงาน จะให้เป็น 10,000 บาท เท่ากับว่านายจ้างลักทรัพย์ ลูกจ้างไป 1,000 บาท ยิ่งต่อเวลาทดลองงานหลายเดือนก็จะยิ่งผิดลักทรัพย์มากขึ้นเรื่อยๆ
3.จากการที่ลูกจ้างไม่ได้ผ่านงานเงินเดือนไม่ขึ้นก็อาจจะทำให้เขาอยู่ยากมากขึ้น เท่ากับ นายจ้างผิดศีลขอเบียดเบียนสัตว์ยิ่งต่อเวลาทดลองงานหลายเดือนก็จะยิ่งผิดเบียดเบียนสัตว์มากขึ้นเรื่อยๆ
ส่วนในทางโลกนั้น แน่นอนว่าลูกจ้างนั้นก็จะไม่รักและทำงานให้บริษัทอย่างเต็มที่แน่นนอนครับ
*****************************************************
ดังนั้นถ้ากิจการของท่านกำลังยำแย่ และได้กำไรน้อยลง หรือขาดทุน มันอาจจะมาจากที่กล่าวมานี้ก็ได้ครับ ลองมองดูนะครับว่าท่านทำกับลูกน้องท่านอย่างนี้หรือเปล่า เพราะถ้าบริษัทยิ่งใหญ่ แล้วทำผิด ยิ่งเบียดเบียนคนมากนะครับ
แต่ถ้ากลับกันถ้ารู้จักการให้มันก็เป็นทานที่จะช่วยให้ท่านเจริญ และมีโภคทรัพย์มากขึ้นครับ
สิ่งที่ได้แน่ๆคือ ลูกน้องจะรัก และ ทำงานให้ท่านอย่างเต็มความสามารถแน่นอนครับ
ฝากไว้ 2 อย่างครับ
1.ในสัมมาทิฏฐิ 10 ประการ ข้อที่ 1.ทานให้แล้วมีผล ครับ
2.ขโมยเงิน 1 บาทจาก 100 คน กับ ขโมยเงิน 100 บาท จากคน 1 คน ผลคือ ได้เงิน 100 บาท เท่ากัน แต่บาปที่ได้ แตกต่างกันอย่างมากมายครับ
กล่าวนำและทำความเข้าใจ
กล่าวนำและทำความเข้าใจ
Blog นี้จัดทำขึ้นเนื่องจากการที่ตั้งใจศึกษาพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าและหลักการปฏิบัติตนตามหลักคำสอนอย่างถูกต้อง
เพราะในปัจจุบันคนเราเน้นการทำบุญโดยเอาความสะดวกสบายและง่ายเข้าว่า โดยบ้างครั้งอาจจะผิดหลักคำสอนจนความตั้งใจทำบุญจริงๆนั้นกลายมาเป็นบาป และบ้างครั้งอาจจะหลงผิดใช้เงินกับการทำบุญที่ผิดวิธีจนได้บาปเช่นกัน แต่เราก็สามารถทำบุญอย่างง่ายๆและถูกต้องได้เช่นกัน ดังนั้นเราจึงต้องรู้หลักการปฏิบัติที่ถูกต้องเพื่อที่จะได้บุญจริงๆ
บทความใน Blog นี้จึงขอมุ่งเน้นหยิบยกเนื้อหาอ้างอิงจากพระไตรปิฏกเป็นหลักและบทความจากผู้ที่ศึกษาพระไตรปิฏกอย่างจริงจังที่น่าจะเป็นประโยชน์กับผู้อ่าน การทำ Blog นี้มีเจตนาเพื่อเป็นอีกหนึ่งทางที่สำหรับผู้คนอาจจะพบเห็นและได้ศึกษาธรรมมากขึ้น
"การศึกษาอะไรที่ยิ่งใหญ่ อาจจะมาจากเรื่องที่เราสงสัยเล็กๆเพียงเรื่องเดียว"
***ทั้งนี้เนื้อหาที่ได้ลงไปใน Blog ผู้อ่านควรใช้วิจารณญาณและศึกษาจากพระไตรปิฏกควบคู่ไปด้วยเพราะอาจมีการคลาดเคลื่อนของเนื้อหา เพื่อผู้อ่านจะได้รับความรู้ที่ตรงและถูกต้องที่สุดครับ***
วันอังคารที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2556
วันพุธที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2556
ละอายไหมจากคำพูดที่ว่า " เราเป็นชาวพุทธ "
ละอายไหมจากคำพูดที่ว่า " เราเป็นชาวพุทธ "
ตั้งแต่เกิดจนถึงจำความได้เราทุกคนที่พ่อ แม่ นับถือศาสนาพุทธ เราจะเป็นชาวพุทธโดยสถานะโดยอัตโนมัติ
แต่เรานั้นรู้จักคำว่าพุทธจริงๆ หรือ ไม่ ?
รู้จักแค่ พุทธรูป การสวดมนต์ และพระ แต่ไม่รู้จัก พุทธเจ้า ธรรม สงฆ์ จริงๆเลย
ไม่รู้จักว่าพระพุทธเจ้าของเรายอดเยี่ยมขนาดไหน
ไม่รู้จักธรรมที่พระพุทธองค์ตรัสรู้ว่าจริงแท้แค่ไหน
ไม่รู้จักว่าพระสงฆ์จริงต้องปฏิบัติตนเช่นไร
อย่างนี้เราจะเรียกตัวเองว่าเป็นชาวพุทธได้หรือไม่ ?
จนทำให้ทุกวันนี้พูดเรื่องศาสนาแล้วคนเราไม่รู้ว่าพระทำอะไรได้หรือไม่ได้บ้าง จนกลายเป็นว่าเป็นเรื่องที่น่าแปลกใจไป เช่น
พระรับเงิน ทองไม่ได้
พระขุดดินไม่ได้
พระตัดต้นไม้ไม่ได้
พระจับพืชที่มีรากไม่ได้
พระปลูกต้นไม้ไม่ได้
พระไม่มีฉันเพล
ซึ่งสิ่งเหล่านี้เราเห็นกันจนชินตา แต่กับทราบกันไหมว่าพระทำไม่ได้ ถ้าทำต้องอาบัติ เพราะพระก็มีบทลงโทษเช่นกันตามความหนักเบาของการกระทำผิดนั้นๆ
ถ้าสิ่งที่ยกตัวอย่างมาท่านที่อ่านลองถามตัวเองว่าทราบหรือไม่ ถ้าท่านไม่ทราบแล้วอย่างนี้ท่านควรจะเรียกตนเองว่าชาวพุทธได้หรือไม่ครับ
ซึ่งไม่แปลกที่โยมในสมัยนี้จะไม่ได้ศึกษาพระวินัย
แต่เป็นเรื่องแปลกของผู้ที่บวชเป็นพระแล้วไม่ได้ศึกษากฏกติกาและข้อปฏิบัติของตน
ยกตัวอย่าง เช่น
ถ้าเราเป็นนักฟุตบอลเราก็ต้องรู้และปฏิบัติตามกฏกติกาของฟุตบอล
ถ้าเราเป็นคนไทยก็ต้องรู้และปฏิบัติตามกฏกติกาของประเทศไทย กฏหมายไทย
ถ้าเป็นพระต้องรู้และปฏิบัติตามธรรมวินัยของพระศาสดาที่บัญญัติไว้
เมื่อเราไม่รู้เราก็สามารถศึกษาและปฏิบัติตนให้สมกับที่เราเป็นชาวพุทธได้ครับ
และเราถึงจะพูดว่าเราเป็น " ชาวพุทธ " ได้เต็มปากและภาคภูมิใจครับ
แต่เรานั้นรู้จักคำว่าพุทธจริงๆ หรือ ไม่ ?
รู้จักแค่ พุทธรูป การสวดมนต์ และพระ แต่ไม่รู้จัก พุทธเจ้า ธรรม สงฆ์ จริงๆเลย
ไม่รู้จักว่าพระพุทธเจ้าของเรายอดเยี่ยมขนาดไหน
ไม่รู้จักธรรมที่พระพุทธองค์ตรัสรู้ว่าจริงแท้แค่ไหน
ไม่รู้จักว่าพระสงฆ์จริงต้องปฏิบัติตนเช่นไร
อย่างนี้เราจะเรียกตัวเองว่าเป็นชาวพุทธได้หรือไม่ ?
จนทำให้ทุกวันนี้พูดเรื่องศาสนาแล้วคนเราไม่รู้ว่าพระทำอะไรได้หรือไม่ได้บ้าง จนกลายเป็นว่าเป็นเรื่องที่น่าแปลกใจไป เช่น
พระรับเงิน ทองไม่ได้
พระขุดดินไม่ได้
พระตัดต้นไม้ไม่ได้
พระจับพืชที่มีรากไม่ได้
พระปลูกต้นไม้ไม่ได้
พระไม่มีฉันเพล
ซึ่งสิ่งเหล่านี้เราเห็นกันจนชินตา แต่กับทราบกันไหมว่าพระทำไม่ได้ ถ้าทำต้องอาบัติ เพราะพระก็มีบทลงโทษเช่นกันตามความหนักเบาของการกระทำผิดนั้นๆ
ถ้าสิ่งที่ยกตัวอย่างมาท่านที่อ่านลองถามตัวเองว่าทราบหรือไม่ ถ้าท่านไม่ทราบแล้วอย่างนี้ท่านควรจะเรียกตนเองว่าชาวพุทธได้หรือไม่ครับ
ซึ่งไม่แปลกที่โยมในสมัยนี้จะไม่ได้ศึกษาพระวินัย
แต่เป็นเรื่องแปลกของผู้ที่บวชเป็นพระแล้วไม่ได้ศึกษากฏกติกาและข้อปฏิบัติของตน
ยกตัวอย่าง เช่น
ถ้าเราเป็นนักฟุตบอลเราก็ต้องรู้และปฏิบัติตามกฏกติกาของฟุตบอล
ถ้าเราเป็นคนไทยก็ต้องรู้และปฏิบัติตามกฏกติกาของประเทศไทย กฏหมายไทย
ถ้าเป็นพระต้องรู้และปฏิบัติตามธรรมวินัยของพระศาสดาที่บัญญัติไว้
เมื่อเราไม่รู้เราก็สามารถศึกษาและปฏิบัติตนให้สมกับที่เราเป็นชาวพุทธได้ครับ
และเราถึงจะพูดว่าเราเป็น " ชาวพุทธ " ได้เต็มปากและภาคภูมิใจครับ
ถึงฟังเทศจากพระที่มีชื่อเสียงก็อย่างเพิ่งเชื่อง่ายๆ
ถึงฟังเทศจากพระที่มีชื่อเสียงก็อย่างเพิ่งเชื่อง่ายๆ
จากในช่วงนี้มีเรื่องพระออกรายการต่างๆมากมาย รวมถึงข่าวต่างๆ ผมก็ได้ลองหาไฟล์ใน Youtube เพื่อหาฟังคำสอนของแต่ละท่านที่มีข่าวออกมาว่าท่านไหนจริงหรือปลอม
ต้องบอกว่าเรานั้นมีความโชคดีอยู่ครับว่า เทคโนโลยีสมัยนี้ทำให้เราศึกษาพระธรรมคำสอนได้ง่ายขึ้น ไม่ต้องเสียค่ารถหรือเสียเวลาไปฟังที่วัดหรือที่อื่นเลย
เพราะจะหาพระที่ว่าดีจริงๆนั้นเราอาจจะต้องนั่งรถข้ามจังหวัดกันเลยทีเดียว และเรานั้นสามารถหาอ่านพระไตรปิฏกออนไลท์ได้เลยครับ
บ้างท่านอาจจะถามว่าแล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าต้องฟังจากองค์ไหน องค์ไหนดีจริง
คำตอบคือองค์ไหนที่เรารู้สึกสนใจก็ฟังไปเถอะครับ และที่สำคัญคือ ต้องหาคำตอบตรวจสอบ เทียบเคียงจากพระไตรปิฏกด้วยว่าที่ท่านเทศสอนนั้นตรงตามพระบัญญัติหรือไม่
หรือถ้าใครไม่แน่ใจกับพระ ก็ลองอ่านในพระไตรปิฏกโดยตรงเลยดีที่สุดครับ
จากในช่วงนี้มีเรื่องพระออกรายการต่างๆมากมาย รวมถึงข่าวต่างๆ ผมก็ได้ลองหาไฟล์ใน Youtube เพื่อหาฟังคำสอนของแต่ละท่านที่มีข่าวออกมาว่าท่านไหนจริงหรือปลอม
ต้องบอกว่าเรานั้นมีความโชคดีอยู่ครับว่า เทคโนโลยีสมัยนี้ทำให้เราศึกษาพระธรรมคำสอนได้ง่ายขึ้น ไม่ต้องเสียค่ารถหรือเสียเวลาไปฟังที่วัดหรือที่อื่นเลย
เพราะจะหาพระที่ว่าดีจริงๆนั้นเราอาจจะต้องนั่งรถข้ามจังหวัดกันเลยทีเดียว และเรานั้นสามารถหาอ่านพระไตรปิฏกออนไลท์ได้เลยครับ
บ้างท่านอาจจะถามว่าแล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าต้องฟังจากองค์ไหน องค์ไหนดีจริง
คำตอบคือองค์ไหนที่เรารู้สึกสนใจก็ฟังไปเถอะครับ และที่สำคัญคือ ต้องหาคำตอบตรวจสอบ เทียบเคียงจากพระไตรปิฏกด้วยว่าที่ท่านเทศสอนนั้นตรงตามพระบัญญัติหรือไม่
หรือถ้าใครไม่แน่ใจกับพระ ก็ลองอ่านในพระไตรปิฏกโดยตรงเลยดีที่สุดครับ
วันอังคารที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2556
อย่าเชื่อสิ่งใดง่ายๆ
อย่าเชื่อสิ่งใดง่ายๆ
วันนี้ผมได้อ่านบทความเกี่ยวกับศาสนาของหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งตามลิงค์ด้านล่าง
http://www.komchadluek.net/detail/20130730/164586/%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%84%E0%B8%A5%E0%B9%88%E0%B8%A5%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B8%AB%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B9%8C.html#.Ufh259LwnqH
ซึ่งผมไม่ขอพูดเรื่องที่เขาเขียนถึงบุคคลในบทความนั้น แต่มีคำกล่าวเริ่มต้นที่ทำให้ผมคิดติดใจและเขียนบทความนี้ขึ้นมา
บทความบางส่วน
บทเรียนจากการไล่ล่า'พระอรหันต์'
บทเรียนจากการไล่ล่า'พระอรหันต์' : วิปัสสนาบนหน้าข่าว โดยพิสุทธิ์ เกรียงบูรพา เรื่อง พงษ์พัฒน์ ไตรพิพัฒน์ ภาพ
โดยทัศนะส่วนตัว ผมเห็นว่าชาวพุทธเราส่วนใหญ่ ยังคงชอบ 'ไล่ล่าหาพระอรหันต์' กันอยู่ บ้างก็เพื่อกราบไหว้บูชาเป็นสิริมงคล, บ้างก็จะไปขอส่วนสรีระของท่านมาบูชา ไม่ว่าจะเป็นกระดูก ฟัน หรือแม้แต่ 'ขี้' ก็เอา บ้างก็เพื่ออยากได้ บุญ-ทาน ที่หว่านลงบนเนื้อนาบุญอันบริสุทธิ์ เพื่อเปี่ยมอานิสงส์สูงสุด ไม่รู้ไปเชื่อตำราที่ไหนมา ที่ว่า การทำบุญแบบทวีคูณ คูณแฟกเตอร์ ๑๐๐ เท่าไปเรื่อยๆ จาก ทำทานต่อสัตว์เดรัจฉาน ได้บุญน้อยกว่ากับคนทุศีล ๑๐๐ เท่า ทำทานแก่คนทุศีล ได้บุญน้อยกว่าคนมีศีล ๕ ถึง ๑๐๐ เท่า ฯลฯ ทำบุญแด่พระธรรมดาๆ หรืออริยสงฆ์ชั้นต้น ก็ยังได้บุญน้อยกว่า พระอรหันต์ เป็นต้น ไล่ไปเรื่อยๆ ฯลฯ กระทั่งถึง ธรรมทาน การให้ธรรมะเป็นทานสูงสุด
พุทธบริษัทเรา จึงเฝ้าเค้นหาล่าพระอรหันต์มาให้ได้แบบองค์เป็นๆ เพื่อจะได้อานิสงส์แห่งบุญสูงๆ เพราะเป็นขั้นเกือบสูงสุดทีเดียว นี้คือ ความบ้า อย่างหนึ่งผมไม่แน่ใจนักว่า ทฤษฎีทวีคูณ ทีละร้อยๆ แบบนี้ จะถูกต้องหรือไม่ แต่ผมรู้เรื่องที่พระพุทธองค์ทรงตรัสสอนมาอย่างหนึ่งนะครับว่า ท่านไม่เคยสอนให้เรา อยากได้ อยากมี อยากเป็น แม้แต่การทำบุญทำทาน ก็เป็นไปเพื่อ สละ ละอัตตา ตัวตน เพื่อความไม่มี ไม่เอา ไม่เป็น ทั้งสิ้น ดังนั้น ใครก็ตามที่คิดไล่ล่าหาพระอรหันต์มาทำบุญ เพื่อตัวกูของกู จะได้มีบุญวัตถุที่สูงๆ ขึ้นไปนั้น ไม่น่าจะถูกต้องตามพระพุทธประสงค์เลย
.
.
.
.
โดยถ้าอ่านโดยรวมของบทความทั้งหมดแล้ว นั้นได้ให้ข้อคิดต่อผู้อ่านมากครับ
(สามารถอ่านบทความเต็มได้จาก
http://www.komchadluek.net/detail/20130730/164586/%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%84%E0%B8%A5%E0%B9%88%E0%B8%A5%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B8%AB%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B9%8C.html#.Ufh259LwnqH)
แต่การเขียนเรื่องศาสนานั้นต้องระวัง ถ้าเกิดเราเขียนผิด แล้วมีผู้เข้าใจผิด แล้วไปปฏิบัติตามผิดๆ เรานั้นได้บาปแน่นอนอย่างที่ทำไฮไลท์สีไว้
"ไม่รู้ไปเชื่อตำราที่ไหนมา ที่ว่า การทำบุญแบบทวีคูณ คูณแฟกเตอร์ ๑๐๐ เท่าไปเรื่อยๆ จาก ทำทานต่อสัตว์เดรัจฉาน ได้บุญน้อยกว่ากับคนทุศีล ๑๐๐ เท่า ทำทานแก่คนทุศีล ได้บุญน้อยกว่าคนมีศีล ๕ ถึง ๑๐๐ เท่า ฯลฯ ทำบุญแด่พระธรรมดาๆ หรืออริยสงฆ์ชั้นต้น ก็ยังได้บุญน้อยกว่า พระอรหันต์ เป็นต้น ไล่ไปเรื่อยๆ ฯลฯ กระทั่งถึง ธรรมทาน การให้ธรรมะเป็นทานสูงสุด"
ซึ่งข้อความนี้ไม่ทราบว่าผู้เขียนได้อ่านจากพระไตรปิฏกหรือไม่ หรือว่าอ่านฉบับไหน ถึงไม่เจอพระสูตรที่อ้างเรื่องนี้
๑๒. ทักษิณาวิภังคสูตร
.
.
.
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 394
[๗๑๑] ดูก่อนอานนท์ ใน ๑๔ ประการนั้น บุคคลให้ทานในสัตว์
เดียรัจฉาน พึงหวังผลทักษิณาได้ร้อยเท่า ให้ทานในปุถุชนผู้ทุศีล พึงหวังผล
ทักษิณาได้พันเท่า ให้ทานในปุถุชนผู้มีศีล พึงหวังผลทักษิณาได้แสนเท่า.
ให้ทานในบุคคลภายนอกผู้ปราศจากความกำหนัดในกาม พึงหวังผลทักษิณาได้
แสนโกฏิเท่า. ให้ทานในท่านผู้ปฏิบัติเพื่อทำโสดาปัตติผลให้แจ้ง พึงหวังผล
ทักษิณาจะนับไม่ได้ จะประมาณไม่ได้ จะป่วยกล่าวไปไยในพระโสดาบัน
ในท่านผู้ปฏิบัติเพื่อทำสกทาคามิผลให้แจ้ง ในพระสกทาคามี ในท่านผู้ปฏิบัติ
เพื่อทำอนาคามิผลให้แจ้ง ในพระอนาคามี ในท่านผู้ปฏิบัติเพื่อทำอรหัตผล
ให้แจ้ง ในสาวกของตถาคตผู้เป็นพระอรหันต์ ในปัจเจกสัมพุทธะ และใน
ตถาคตอรหันต์ สัมมาสัมพุทธเจ้า.
.
.
**************************************
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 775
๑๐. เวลามสูตร
ว่าด้วยการให้ทานที่มีผลมาก
[๒๒๔] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระ-
วิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเครษฐี ใกล้ประนคร
สาวัตถี ครั้งนั้นแล ท่านอนาถบิณฑิกคฤหบดีเข้าไปเฝ้าพระผู้มี-
http://www.komchadluek.net/detail/20130730/164586/%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%84%E0%B8%A5%E0%B9%88%E0%B8%A5%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B8%AB%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B9%8C.html#.Ufh259LwnqH
ซึ่งผมไม่ขอพูดเรื่องที่เขาเขียนถึงบุคคลในบทความนั้น แต่มีคำกล่าวเริ่มต้นที่ทำให้ผมคิดติดใจและเขียนบทความนี้ขึ้นมา
บทความบางส่วน
บทเรียนจากการไล่ล่า'พระอรหันต์'
บทเรียนจากการไล่ล่า'พระอรหันต์' : วิปัสสนาบนหน้าข่าว โดยพิสุทธิ์ เกรียงบูรพา เรื่อง พงษ์พัฒน์ ไตรพิพัฒน์ ภาพ
โดยทัศนะส่วนตัว ผมเห็นว่าชาวพุทธเราส่วนใหญ่ ยังคงชอบ 'ไล่ล่าหาพระอรหันต์' กันอยู่ บ้างก็เพื่อกราบไหว้บูชาเป็นสิริมงคล, บ้างก็จะไปขอส่วนสรีระของท่านมาบูชา ไม่ว่าจะเป็นกระดูก ฟัน หรือแม้แต่ 'ขี้' ก็เอา บ้างก็เพื่ออยากได้ บุญ-ทาน ที่หว่านลงบนเนื้อนาบุญอันบริสุทธิ์ เพื่อเปี่ยมอานิสงส์สูงสุด ไม่รู้ไปเชื่อตำราที่ไหนมา ที่ว่า การทำบุญแบบทวีคูณ คูณแฟกเตอร์ ๑๐๐ เท่าไปเรื่อยๆ จาก ทำทานต่อสัตว์เดรัจฉาน ได้บุญน้อยกว่ากับคนทุศีล ๑๐๐ เท่า ทำทานแก่คนทุศีล ได้บุญน้อยกว่าคนมีศีล ๕ ถึง ๑๐๐ เท่า ฯลฯ ทำบุญแด่พระธรรมดาๆ หรืออริยสงฆ์ชั้นต้น ก็ยังได้บุญน้อยกว่า พระอรหันต์ เป็นต้น ไล่ไปเรื่อยๆ ฯลฯ กระทั่งถึง ธรรมทาน การให้ธรรมะเป็นทานสูงสุด
พุทธบริษัทเรา จึงเฝ้าเค้นหาล่าพระอรหันต์มาให้ได้แบบองค์เป็นๆ เพื่อจะได้อานิสงส์แห่งบุญสูงๆ เพราะเป็นขั้นเกือบสูงสุดทีเดียว นี้คือ ความบ้า อย่างหนึ่งผมไม่แน่ใจนักว่า ทฤษฎีทวีคูณ ทีละร้อยๆ แบบนี้ จะถูกต้องหรือไม่ แต่ผมรู้เรื่องที่พระพุทธองค์ทรงตรัสสอนมาอย่างหนึ่งนะครับว่า ท่านไม่เคยสอนให้เรา อยากได้ อยากมี อยากเป็น แม้แต่การทำบุญทำทาน ก็เป็นไปเพื่อ สละ ละอัตตา ตัวตน เพื่อความไม่มี ไม่เอา ไม่เป็น ทั้งสิ้น ดังนั้น ใครก็ตามที่คิดไล่ล่าหาพระอรหันต์มาทำบุญ เพื่อตัวกูของกู จะได้มีบุญวัตถุที่สูงๆ ขึ้นไปนั้น ไม่น่าจะถูกต้องตามพระพุทธประสงค์เลย
.
.
.
.
โดยถ้าอ่านโดยรวมของบทความทั้งหมดแล้ว นั้นได้ให้ข้อคิดต่อผู้อ่านมากครับ
(สามารถอ่านบทความเต็มได้จาก
http://www.komchadluek.net/detail/20130730/164586/%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%84%E0%B8%A5%E0%B9%88%E0%B8%A5%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B8%AB%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B9%8C.html#.Ufh259LwnqH)
แต่การเขียนเรื่องศาสนานั้นต้องระวัง ถ้าเกิดเราเขียนผิด แล้วมีผู้เข้าใจผิด แล้วไปปฏิบัติตามผิดๆ เรานั้นได้บาปแน่นอนอย่างที่ทำไฮไลท์สีไว้
"ไม่รู้ไปเชื่อตำราที่ไหนมา ที่ว่า การทำบุญแบบทวีคูณ คูณแฟกเตอร์ ๑๐๐ เท่าไปเรื่อยๆ จาก ทำทานต่อสัตว์เดรัจฉาน ได้บุญน้อยกว่ากับคนทุศีล ๑๐๐ เท่า ทำทานแก่คนทุศีล ได้บุญน้อยกว่าคนมีศีล ๕ ถึง ๑๐๐ เท่า ฯลฯ ทำบุญแด่พระธรรมดาๆ หรืออริยสงฆ์ชั้นต้น ก็ยังได้บุญน้อยกว่า พระอรหันต์ เป็นต้น ไล่ไปเรื่อยๆ ฯลฯ กระทั่งถึง ธรรมทาน การให้ธรรมะเป็นทานสูงสุด"
ซึ่งข้อความนี้ไม่ทราบว่าผู้เขียนได้อ่านจากพระไตรปิฏกหรือไม่ หรือว่าอ่านฉบับไหน ถึงไม่เจอพระสูตรที่อ้างเรื่องนี้
๑๒. ทักษิณาวิภังคสูตร
.
.
.
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 394
[๗๑๑] ดูก่อนอานนท์ ใน ๑๔ ประการนั้น บุคคลให้ทานในสัตว์
เดียรัจฉาน พึงหวังผลทักษิณาได้ร้อยเท่า ให้ทานในปุถุชนผู้ทุศีล พึงหวังผล
ทักษิณาได้พันเท่า ให้ทานในปุถุชนผู้มีศีล พึงหวังผลทักษิณาได้แสนเท่า.
ให้ทานในบุคคลภายนอกผู้ปราศจากความกำหนัดในกาม พึงหวังผลทักษิณาได้
แสนโกฏิเท่า. ให้ทานในท่านผู้ปฏิบัติเพื่อทำโสดาปัตติผลให้แจ้ง พึงหวังผล
ทักษิณาจะนับไม่ได้ จะประมาณไม่ได้ จะป่วยกล่าวไปไยในพระโสดาบัน
ในท่านผู้ปฏิบัติเพื่อทำสกทาคามิผลให้แจ้ง ในพระสกทาคามี ในท่านผู้ปฏิบัติ
เพื่อทำอนาคามิผลให้แจ้ง ในพระอนาคามี ในท่านผู้ปฏิบัติเพื่อทำอรหัตผล
ให้แจ้ง ในสาวกของตถาคตผู้เป็นพระอรหันต์ ในปัจเจกสัมพุทธะ และใน
ตถาคตอรหันต์ สัมมาสัมพุทธเจ้า.
.
.
**************************************
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 775
๑๐. เวลามสูตร
ว่าด้วยการให้ทานที่มีผลมาก
[๒๒๔] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระ-
วิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเครษฐี ใกล้ประนคร
สาวัตถี ครั้งนั้นแล ท่านอนาถบิณฑิกคฤหบดีเข้าไปเฝ้าพระผู้มี-
วันพฤหัสบดีที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2556
ทัศนศึกษาธรรม คณะกฐิน ผ้าป่า ไหว้พระ 9 วัด ได้บุญหรือบาป ?
ทัศนศึกษาธรรม คณะกฐิน ผ้าป่า ไหว้พระ 9 วัด ได้บุญหรือบาป ?
ช่วงนี้เป็นช่วงเข้าพรรษาเห็นเด็กแต่งชุดขาวเข้าวัดตามที่โรงเรียนจัดกิจกรรมมากมายรวมทั้งหลานของผมด้วย
แต่พอได้ศึกษาพระธรรมและการทำผิดต่างๆนาๆ เลยนึกถึงสมัยเรียนที่โรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยนั้นพาไปทำบุญ ไหว้พระ 7 วัด 9 วัด ทัศนศึกษาธรรมต่างๆ คณะแสวงบุญตะเวนทำบุญตามที่ต่างๆ โดยหารู้ไหมว่าจากที่เด็กคิดว่าจะได้บุญ แต่อาจจะได้บาปกันถ้วนหน้า ถ้าผู้ใหญ่ที่จัดนั้นพาทำไม่ถูกต้องครับ
ยิ่งมีข่าวว่ารถประจำทางประสบอุบัติเหตจากการที่กลับบ้านไปทำบุญช่วงวันหยุดยาวอาสาฬหบูชา และ เข้าพรรษาด้วยแล้วยิ่งสลดใจมากครับ ขอแสดงความเสียใจกับญาติผู้เสียชีวิตด้วยครับ
จึงน่าคิดหรือไม่ครับว่าทำไมทำบุญแล้วกับต้องมาเสียชีวิตอย่างทุกข์ ทรมานอย่างนั้น ผลบุญที่ทำไม่ได้ช่วยบ้างเลยหรือ ?
เราทำบุญผิดหรือทำถูกต้อง ?
ถ้าเราทำบุญถูกต้องจริงทำไมต้องมาเจอเรื่องราวอย่างนี้ด้วย ?
ฝากให้คิดกันครับ แต่ถ้าผู้ใดหาคำตอบไม่ได้ลองศึกษาพระไตรปิฏกดูครับมีคำตอบให้ในทุกๆเรื่องครับ
โดยส่วนตัวผมคิดว่าไหว้พระหรือทำบุญแบบผิดๆ 1 วัด ก็แย่แล้ว แต่นี้ 9 วัด จะแย่ขนาดไหน แล้วชีวิตเราจะดีขึ้นไหม
ส่วนเรื่องทอดกฐินไม่ต้องพูดถึงเลยครับ เพราะในปัจจุบันทำกฐินผิดไปจากหลักธรรมอย่างมากครับ โดยนำเงินไปถวายเลย โดยไม่ดูเลยว่าพระรับเงินไม่ได้ พระรับมาเพื่อ.......ไม่ได้ พระรับมาเพื่อสร้าง.......ไม่ได้ ครับ
แต่ถ้าเราทำถูก ทำบุญถูก 1 วัดได้บุญขนาดไหน และถ้าถูก 9 วัดหละ จะเป็นบุญมากขนาดไหนครับ
ลองคิดดูว่าเราไปทัศนศึกษาไหว้พระ 9 วัดกันเพื่ออะไร
1.พักผ่อน
2.ไปดูวัดที่สวยงาม (ติดรูป ตายไปตกนรกหรือกำเนิดสัตว์เดียรฉาน)
3.ไปทำบุญที่วัด (ทำแบบผิดๆ ให้เงิน ให้ทองพระ บาป)
4.ไปไหว้พระเพื่อเป็นศิริมงคล (ติดรูป ตายไปตกนรกหรือกำเนิดสัตว์เดียรฉาน และไม่ได้ศิริมงคลด้วย)
5.เพื่อให้รู้ว่าเราเป็นเมืองพุทธ
ติดรูป ตายไปตกนรกนรกหรือกำเนิดสัตว์เดียรฉาน
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 357
๘. อาทิตตปริยายสูตร
ว่าด้วยอาทิตตปริยายและธรรมปริยาย
[๓๐๓] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงอาทิตตปริยายและธรรม
ปริยายแก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อาทิตต-
ปริยายและธรรมปริยายเป็นไฉน. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลแทงจัก-
ขุนทรีย์ด้วยหลาวเหล็กอันร้อนไฟติดลุกโพลงแล้ว ยังดีกว่า การถือนิมิต
โดยอนุพยัญชนะในรูป อันจักขุวิญญาณพึงรู้แจ้ง จะดีอะไร วิญญาณ
อันตะกรามด้วยความยินดีในนิมิต หรือตะกรามด้วยความยินดีในอนุ-
พยัญชนะ เมื่อตั้งอยู่ก็พึงตั้งอยู่ได้ ถ้าบุคคลพึงทำกาลกิริยาเสียในสมัยนั้น
ไซร้ ข้อที่บุคคลจะพึงเข้าถึงคติ ๒ อย่าง คือ นรกหรือกำเนิดสัตว์
เดียรฉานอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็เป็นฐานะที่จะมีได้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
เราเห็นโทษอันนี้ จึงกล่าวอย่างนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลเกี่ยวโสตินทรีย์ด้วยขอเหล็กอันคม
ไฟติดลุกโพลงแล้ว ยังดีกว่า การถือนิมิตโดยอนุพยัญชนะในเสียงอัน
โสตวิญญาณพึงรู้แจ้ง จะดีอะไร วิญญาณนิมิตโดยอนุพยัญชนะในเสียงอัน
นิมิตหรือตะกรามด้วยความยินดีในอนุพยัญชนะเมื่อตั้งอยู่ก็พึงตั้งอยู่ได้
ช่วงนี้เป็นช่วงเข้าพรรษาเห็นเด็กแต่งชุดขาวเข้าวัดตามที่โรงเรียนจัดกิจกรรมมากมายรวมทั้งหลานของผมด้วย
แต่พอได้ศึกษาพระธรรมและการทำผิดต่างๆนาๆ เลยนึกถึงสมัยเรียนที่โรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยนั้นพาไปทำบุญ ไหว้พระ 7 วัด 9 วัด ทัศนศึกษาธรรมต่างๆ คณะแสวงบุญตะเวนทำบุญตามที่ต่างๆ โดยหารู้ไหมว่าจากที่เด็กคิดว่าจะได้บุญ แต่อาจจะได้บาปกันถ้วนหน้า ถ้าผู้ใหญ่ที่จัดนั้นพาทำไม่ถูกต้องครับ
ยิ่งมีข่าวว่ารถประจำทางประสบอุบัติเหตจากการที่กลับบ้านไปทำบุญช่วงวันหยุดยาวอาสาฬหบูชา และ เข้าพรรษาด้วยแล้วยิ่งสลดใจมากครับ ขอแสดงความเสียใจกับญาติผู้เสียชีวิตด้วยครับ
จึงน่าคิดหรือไม่ครับว่าทำไมทำบุญแล้วกับต้องมาเสียชีวิตอย่างทุกข์ ทรมานอย่างนั้น ผลบุญที่ทำไม่ได้ช่วยบ้างเลยหรือ ?
เราทำบุญผิดหรือทำถูกต้อง ?
ถ้าเราทำบุญถูกต้องจริงทำไมต้องมาเจอเรื่องราวอย่างนี้ด้วย ?
ฝากให้คิดกันครับ แต่ถ้าผู้ใดหาคำตอบไม่ได้ลองศึกษาพระไตรปิฏกดูครับมีคำตอบให้ในทุกๆเรื่องครับ
โดยส่วนตัวผมคิดว่าไหว้พระหรือทำบุญแบบผิดๆ 1 วัด ก็แย่แล้ว แต่นี้ 9 วัด จะแย่ขนาดไหน แล้วชีวิตเราจะดีขึ้นไหม
ส่วนเรื่องทอดกฐินไม่ต้องพูดถึงเลยครับ เพราะในปัจจุบันทำกฐินผิดไปจากหลักธรรมอย่างมากครับ โดยนำเงินไปถวายเลย โดยไม่ดูเลยว่าพระรับเงินไม่ได้ พระรับมาเพื่อ.......ไม่ได้ พระรับมาเพื่อสร้าง.......ไม่ได้ ครับ
แต่ถ้าเราทำถูก ทำบุญถูก 1 วัดได้บุญขนาดไหน และถ้าถูก 9 วัดหละ จะเป็นบุญมากขนาดไหนครับ
ลองคิดดูว่าเราไปทัศนศึกษาไหว้พระ 9 วัดกันเพื่ออะไร
1.พักผ่อน
2.ไปดูวัดที่สวยงาม (ติดรูป ตายไปตกนรกหรือกำเนิดสัตว์เดียรฉาน)
3.ไปทำบุญที่วัด (ทำแบบผิดๆ ให้เงิน ให้ทองพระ บาป)
4.ไปไหว้พระเพื่อเป็นศิริมงคล (ติดรูป ตายไปตกนรกหรือกำเนิดสัตว์เดียรฉาน และไม่ได้ศิริมงคลด้วย)
5.เพื่อให้รู้ว่าเราเป็นเมืองพุทธ
ติดรูป ตายไปตกนรกนรกหรือกำเนิดสัตว์เดียรฉาน
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 357
๘. อาทิตตปริยายสูตร
ว่าด้วยอาทิตตปริยายและธรรมปริยาย
[๓๐๓] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงอาทิตตปริยายและธรรม
ปริยายแก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อาทิตต-
ปริยายและธรรมปริยายเป็นไฉน. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลแทงจัก-
ขุนทรีย์ด้วยหลาวเหล็กอันร้อนไฟติดลุกโพลงแล้ว ยังดีกว่า การถือนิมิต
โดยอนุพยัญชนะในรูป อันจักขุวิญญาณพึงรู้แจ้ง จะดีอะไร วิญญาณ
อันตะกรามด้วยความยินดีในนิมิต หรือตะกรามด้วยความยินดีในอนุ-
พยัญชนะ เมื่อตั้งอยู่ก็พึงตั้งอยู่ได้ ถ้าบุคคลพึงทำกาลกิริยาเสียในสมัยนั้น
ไซร้ ข้อที่บุคคลจะพึงเข้าถึงคติ ๒ อย่าง คือ นรกหรือกำเนิดสัตว์
เดียรฉานอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็เป็นฐานะที่จะมีได้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
เราเห็นโทษอันนี้ จึงกล่าวอย่างนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลเกี่ยวโสตินทรีย์ด้วยขอเหล็กอันคม
ไฟติดลุกโพลงแล้ว ยังดีกว่า การถือนิมิตโดยอนุพยัญชนะในเสียงอัน
โสตวิญญาณพึงรู้แจ้ง จะดีอะไร วิญญาณนิมิตโดยอนุพยัญชนะในเสียงอัน
นิมิตหรือตะกรามด้วยความยินดีในอนุพยัญชนะเมื่อตั้งอยู่ก็พึงตั้งอยู่ได้
วันพุธที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2556
คู่มือดูพระแท้
คู่มือดูพระแท้
ช่วงนี้มีข่าวของพระออกมารายวัน บทความนี้ผมจึงขอยกบทความของผู้ที่ศึกษาพระธรรมที่ผมเอาเป็นแบบอย่างอีก 1 ท่าน มาให้อ่านนะครับ และ แนบด้วยไฟล์หนังสือ "คู่มือดูพระแท้" ฉบับธรรมทาน ซึ่งอ่านและเข้าใจง่ายครับสำหรับผู้ที่อยากศึกษาและข้อที่เราควรรู้เกี่ยวกับการปฏิบัติต่อพระครับ
ณัฐพบธรรม
ขอความร่วมมือ ขอความช่วยเหลือ !!
เกี่ยวกับ ข่าวค(ร)าวพระสงฆ์ ในช่วงที่ผ่านมา
และความรู้ที่จำเป็น สำหรับชาวพุทธทุกคน
(เป็นประโยชน์ และได้บุญมาก)
(โพสท์ซ้ำ เผื่อบางคนไม่เห็น)
-----------------------------------------------
จากที่ผมได้โพส์เอาไว้ว่า หากชาวพุทธ"ส่วนใหญ่"
มีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง และดีงาม
มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับพระวินัยในระดับหนึ่ง
-----------------------------------------------------
เราก็จะได้ชาวบ้านที่มีความรู้ว่า
การทำบุญกับพระแบบไหนควรทำ แบบไหนไม่ควรทำ
พระแบบไหนที่ควรกราบไหว้ควรเข้าใกล้
ทำให้พระที่ผิดศีล และสอนผิดๆมีน้อยลง
และทำให้พระที่มีศีล สอนสิ่งที่ถูกต้องมีมากขึ้น
และความรู้นั้นก็จะทำให้ชาวบ้านแบบเราๆ
เวลาบวชเป็นพระ ก็จะรู้ว่าอะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ
----------------------------------------------------
สิ่งเหล่านี้ก็จะส่งผลให้เรา
สามารถสร้างสังคมที่มีแต่"พระแท้"
ตามแบบอย่างที่พระพุทธเจ้าบัญญัติเอาไว้
ซึ่งพระเหล่านั้น ก็จะเผยแผ่ธรรมะของพระพุทธเจ้า
และปฏิบัติตนอย่างเหมาะสม น่าเคารพกราบไหว้
(ไม่ใช่เอาแต่สร้างความเสื่อมเสีย และทำลายศรัทธา)
----------------------------------------------------
ในวันนี้ผมจึงอยากจะขอความร่วมมือและความช่วยเหลือจากทุกท่าน
ช่วยกันกระจาย"ความรู้" ดังกล่าวไปให้มากที่สุด
----------------------------------------------------
โดยผมได้นำเอาเนื้อหาในบทที่สำคัญ(บางบท)
จากหนังสือ "คู่มือดูพระแท้"
มาทำเป็นไฟล์ pdf ให้สามารถ Download ได้ฟรี !
(ได้คุยกับทางอมรินทร์แล้ว และขอบคุณ คุณ @Toon Sittha ที่ช่วยจุดประกายความคิดนี้)
(อ่านเกี่ยวกับหนังสือ คู่มือดูพระแท้ได้ตามลิงค์http://www.nutpobtum.com/index.php?mo=3&art=41996775 )
----------------------------------------------------
โดยความร่วมมือและความช่วยเหลือที่ผมต้องการนั้น
"ไม่ใช่" แค่การแชร์ข้อความนี้ หรือแชร์ลิงค์
แต่อยากจะขอให้ช่วยกระจายไฟล์ดังกล่าวไปให้"มากที่สุด"
มีคนได้อ่าน"มากที่สุด" ด้วยวิธีการไหนก็ได้
เช่น โหลดไฟล์จากลิงค์ด้านล่าง แล้วนำไฟล์ไปฝากเอาไว้ที่เวบอื่น ให้ในคนได้โหลดฟรี
หรือ โหลดไฟล์จากลิงค์ด้านล่าง แล้วแนบไฟล์ไปกับ E-mail แล้วส่งให้เพื่อนๆทุกคนช่วยกระจายต่อ
(คลิ้กที่คำว่า download ที่อยู่เหนือคำว่า "แจ้งลบไฟล์นี้ !")
(ทำอย่างไรก็ได้ครับ เพราะผมไม่หวง และยินดีให้เผยแพร่ให้มากทีสุด)
----------------------------------------------------
ขอขอบคุณทุกท่านล่วงหน้า
สำหรับความร่วมมือและความช่วยเหลือนี้
ที่เราทุกคนจะช่วยกันทำให้ศาสนาพุทธในประเทศไทยดีขึ้น
ซึ่งเป็นการกระทำที่เป็นประโยชน์มาก และได้บุญมาก
ขอบคุณครับ _/\_
----------------------------------------------------
ณัฐพบธรรม
วันพุธที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2556
ระดับของผู้ปฏิบัติเพื่อนิพพาน
ระดับของผู้ปฏิบัติเพื่อนิพพาน
ในการปฏิบัติธรรมเพื่อให้ถึงนิพพานนั้น ส่วนใหญ่เราจะรู้จักบุคคลอยู่ 2 ระดับคือ
1.พระโสดาบัน
2.พระอรหันต์
แต่จริงๆแล้วจะมีบุคคลอยู่ 4 ระดับ ได้แก่
1.พระโสดาบัน
2.พระสกทาคามี
3.พระอนาคามี
4.พระอรหันต์
ตามที่ได้ระบุไว้ตามบทต่อไปนี้ครับ และผู้ที่ปฏิบัติแต่ระดับเป็นอย่างไรครับ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 15
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็สมณะเป็นไฉน
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในศาสนานี้ เพราะสิ้นไปแห่งสังโยชน์สาม เป็น
โสดาบัน มีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยง มีการตรัสรู้เป็นเบื้องหน้า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้สมณะ. สกทาคามี ชื่อว่า สมณะที่ ๒. ด้วยเหตุนั้นแล
พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็สมณะที่ ๒เป็นไฉน ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในศาสนานี้เป็นสกทาคามี เพราะสังโยชน์สามสิ้นไป
เพราะความที่ราคะ โทสะ และโมหะ เบาบางกลับมาสู่โลกนี้ ครั้งเดียวเท่านั้น
ก็จะทำที่สุคแห่งทุกข์ได้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้สมณะที่ ๒ ดังนี้. พระอนาคามี
ชื่อว่า สมณะที่ ๓. ด้วยเหตุนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย ก็สมณะที่ ๓ เป็นไฉน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในศาสนานี้ เพราะ
ความสิ้นไปแห่งสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ อย่าง เป็นอุปปาติกะ ปรินิพพานในภพ
นั้น ไม่เวียนกลับมาจากโลกนั้น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้สมณะที่ ๓. พระอรหันต์
ชื่อว่า สมณะที่ ๔ ด้วยเหตุนั้นเเล พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย ก็สมณะที่ ๔ เป็นไฉน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในศาสนานี้ กระทำ
ให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะความสิ้นไปแห่ง
อาสวะทั้งหลายด้วยอภิญญาของตนเอง เข้าถึงอยู่ในทิฏฐธรรมเทียว ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย นี้สมณะที่ ๔.
ในการปฏิบัติธรรมเพื่อให้ถึงนิพพานนั้น ส่วนใหญ่เราจะรู้จักบุคคลอยู่ 2 ระดับคือ
1.พระโสดาบัน
2.พระอรหันต์
แต่จริงๆแล้วจะมีบุคคลอยู่ 4 ระดับ ได้แก่
1.พระโสดาบัน
2.พระสกทาคามี
3.พระอนาคามี
4.พระอรหันต์
ตามที่ได้ระบุไว้ตามบทต่อไปนี้ครับ และผู้ที่ปฏิบัติแต่ระดับเป็นอย่างไรครับ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 15
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็สมณะเป็นไฉน
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในศาสนานี้ เพราะสิ้นไปแห่งสังโยชน์สาม เป็น
โสดาบัน มีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยง มีการตรัสรู้เป็นเบื้องหน้า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้สมณะ. สกทาคามี ชื่อว่า สมณะที่ ๒. ด้วยเหตุนั้นแล
พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็สมณะที่ ๒เป็นไฉน ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในศาสนานี้เป็นสกทาคามี เพราะสังโยชน์สามสิ้นไป
เพราะความที่ราคะ โทสะ และโมหะ เบาบางกลับมาสู่โลกนี้ ครั้งเดียวเท่านั้น
ก็จะทำที่สุคแห่งทุกข์ได้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้สมณะที่ ๒ ดังนี้. พระอนาคามี
ชื่อว่า สมณะที่ ๓. ด้วยเหตุนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย ก็สมณะที่ ๓ เป็นไฉน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในศาสนานี้ เพราะ
ความสิ้นไปแห่งสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ อย่าง เป็นอุปปาติกะ ปรินิพพานในภพ
นั้น ไม่เวียนกลับมาจากโลกนั้น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้สมณะที่ ๓. พระอรหันต์
ชื่อว่า สมณะที่ ๔ ด้วยเหตุนั้นเเล พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย ก็สมณะที่ ๔ เป็นไฉน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในศาสนานี้ กระทำ
ให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะความสิ้นไปแห่ง
อาสวะทั้งหลายด้วยอภิญญาของตนเอง เข้าถึงอยู่ในทิฏฐธรรมเทียว ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย นี้สมณะที่ ๔.
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)






