กล่าวนำและทำความเข้าใจ

กล่าวนำและทำความเข้าใจ

Blog นี้จัดทำขึ้นเนื่องจากการที่ตั้งใจศึกษาพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าและหลักการปฏิบัติตนตามหลักคำสอนอย่างถูกต้อง
เพราะในปัจจุบันคนเราเน้นการทำบุญโดยเอาความสะดวกสบายและง่ายเข้าว่า โดยบ้างครั้งอาจจะผิดหลักคำสอนจนความตั้งใจทำบุญจริงๆนั้นกลายมาเป็นบาป และบ้างครั้งอาจจะหลงผิดใช้เงินกับการทำบุญที่ผิดวิธีจนได้บาปเช่นกัน แต่เราก็สามารถทำบุญอย่างง่ายๆและถูกต้องได้เช่นกัน ดังนั้นเราจึงต้องรู้หลักการปฏิบัติที่ถูกต้องเพื่อที่จะได้บุญจริงๆ

บทความใน Blog นี้จึงขอมุ่งเน้นหยิบยกเนื้อหาอ้างอิงจากพระไตรปิฏกเป็นหลักและบทความจากผู้ที่ศึกษาพระไตรปิฏกอย่างจริงจังที่น่าจะเป็นประโยชน์กับผู้อ่าน การทำ Blog นี้มีเจตนาเพื่อเป็นอีกหนึ่งทางที่สำหรับผู้คนอาจจะพบเห็นและได้ศึกษาธรรมมากขึ้น

"การศึกษาอะไรที่ยิ่งใหญ่ อาจจะมาจากเรื่องที่เราสงสัยเล็กๆเพียงเรื่องเดียว"

***ทั้งนี้เนื้อหาที่ได้ลงไปใน Blog ผู้อ่านควรใช้วิจารณญาณและศึกษาจากพระไตรปิฏกควบคู่ไปด้วยเพราะอาจมีการคลาดเคลื่อนของเนื้อหา เพื่อผู้อ่านจะได้รับความรู้ที่ตรงและถูกต้องที่สุดครับ***

วันพุธที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2556

บาปกรรมจากสมัยก่อน

บาปกรรมจากสมัยก่อน


ก่อนหน้าที่จะเขียนบทความนี้ 2-3 วันก่อนนั้นมีข่าวการเสียชีวิตของน้องผู้หญิงหนึ่งคนที่คดีน่าจะเป็นการชิงชิงทรัพย์ธรรมดา แต่โชคร้ายเหลือเกินที่จากที่จะชิงทรัพย์ธรรมดากลายเป็นคดีฆาตกรรมไป ซึ่งเป็นเรื่องน่าเศร้าใจอย่างยิ่งของพ่อ แม่ พี่น้อง และครอบครัวของน้องผู้หญิงคนนั้นจริงๆ ผมขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวของน้องเขาด้วยครับ

เข้าเรื่องเลยครับ ถ้าใครเคยเดินตลาดสดอาจจะเคยเจอพ่อค้าแม่ขายที่ขายปลา ขายกบ โดยการที่ ถลกหนังกบแล้วก็ปล่อยมันไว้อย่างนั้นทั้งที่ยังมีชีวิตอยู่ หรืออาจจะเปิดเหงือกปลาออกให้ดูว่าสดจริงแต่ปลาก็ยังมีชีวิตอยู่ 
ก่อนหน้านี้ก็มีข่าวของร้านอาหารที่ว่าทอดปลาทั้งเป็นมากินเมื่อเป็นอาหารแล้วปลาก็ยังคงมีชีวิตอยู่เพื่อให้เนื้อนั้นหวานและสด
ผมได้อ่านข้อมูลเรื่องการประหารชีวิตของเว็บ www.toptenthailand.com นั้นน่าสนใจครับ และเป็นเป็นคำตอบอย่างดีให้กับยุคสมัยปัจจุบันนี้ได้เลยครับว่าทำไมเขาต้องทำกบอย่างนั้น ทำปลาอย่างนั้น ซึ่งข้อมูลของเว็บ www.toptenthailand.com นั้นรวบรวมการประหารที่โหดร้ายมากครับ เช่น การถลกหนังนักโทษจนตายก็จะเป็นคำตอบของกบที่โดนถลกหนังได้ครับ 
ถ้าใครที่ศึกษาประวัติศสตร์ก็จะทราบว่าในอดีตนั้นมีการฆ่ากัน มีสงคราม หรือการทรมานนักโทษอย่างโหดร้ายทารุณมากครับ ก็ไม่แปลกเลยที่ปัจจุบันนั้นเราจะเห็นภาพที่ไม่ว่าคน หรือสัตว์ต่างๆ เสียชีวิตอย่างทรมาน หรือเสียชีวิตแบแปลกๆครับ ถ้าท่านเชื่อเรื่องกฏแห่งกรรมว่าทำสิ่งใดไว้แล้วได้สิ่งนั้นแน่นอนท่านก็น่าจะเข้าใจครับ

รวบรวมการประหารที่โหดร้าย
http://www.toptenthailand.com/767-top.html


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต เล่ม ๕ - หน้าที่ 465
๕. ธรรมปริยายสูตร

ว่าด้วยธรรมปริยายอันเป็นเหตุแห่งความกระเสือกกระสน
[๑๙๓]  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  เราจักแสดงธรรมปริยายอันเป็นเหตุ
แห่งความกระเสือกกระสนแก่เธอทั้งหลาย  เธอทั้งหลายจงฟัง จงใส่ใจให้ดี
เราจักกล่าว    ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว    พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าตรัสว่า   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   ธรรมปริยายอันเป็นเหตุแห่งความ
กระเสือกกระสนเป็นไฉน   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้มีกรรม
เป็นกำเนิด   มีกรรมเป็นพวกพ้อง   มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย   กระทำกรรม
อันใดไว้  เป็นกรรมดีหรือกรรมชั่วก็ตาม  ย่อมเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  บุคคลบางคนในโลกนี้   เป็นผู้ฆ่าสัตว์  หยาบ
ช้า   มีมือชุ่มด้วยโลหิต  ตั้งอยู่ในการฆ่าและการทุบตี   ไม่มีความเอ็นดูใน
สัตว์ที่มีชีวิตทั้งปวง     บุคคลนั้นย่อมกระเสือกกระสน  ด้วยวาจา  ด้วยใจ
กายกรรมของเขาคด   วจีกรรมของเขาก็คด   มโนกรรมของเขาก็คด   คติ
ของเขาก็คด  อุบัติของเขาก็คด  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  เรากล่าวคติ ๒ อย่าง
อย่างใดอย่างหนึ่ง  คือ  นรกอันมีทุกข์โดยส่วนเดียว   หรือกำเนิดดิรัจฉาน
อันมีปกติกระเสือกกระสนของบุคคลผู้มีคติคด   ผู้มีอุบัติอันคด.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย      ก็กำเนิดดิรัจฉานมีปกติกระเสือกกระสนนั้น
เป็นไฉน   คือ  งู  แมลงป่อง  ตะขาบ  พังพอน  แมว  หนู   นกเค้าแมว
หรือสัตว์ทั้งหลาย  ผู้เข้าถึงกำเนิดสัตว์ดิรัจฉานเหล่าใดเหล่าหนึ่ง  แม้อื่นๆ
ที่เห็นมนุษย์แล้วย่อมกระเสือกกระสน  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  การอุบัติของ
สัตว์ย่อมมีเพราะกรรมอันมีแล้ว     ด้วยประการดังนี้แล     คือเขาย่อมอุบัติ
ด้วยกรรมที่เขาทำ   ผัสสะอันเป็นวิบากย่อมถูกต้องเขาผู้อุบัติแล้ว    ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย   เราย่อมกล่าวว่า   สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้รับผลของกรรม   ด้วย
ประการฉะนี้.

อนึ่ง   บุคคลบางคนในโลกนี้  เป็นผู้ลักทรัพย์. . .  เป็นผู้ประพฤติ
ผิดในกาม. . .   เป็นผู้พูดเท็จ. . .    เป็นผู้พูดส่อเสียด. . .    เป็นผู้พูดคำ
หยาบ . . .   เป็นผู้พูดเพ้อเจ้อ . . .   เป็นผู้อยากได้ของผู้อื่น . . .  เป็นผู้คิด
ปองร้าย. . .  เป็นผู้มีความเห็นผิด   คือมีความเห็นวิปริตว่า  ทานที่ให้แล้ว
ไม่มีผล     การเซ่นสรวงไม่มีผล    การบูชาไม่มีผล    ผลวิบากแห่งกรรมที่
บุคคลทำดีทำชั่วไม่มี  โลกนี้ไม่มี   โลกหน้าไม่มี   มารดาไม่มี   บิดาไม่มี
สัตว์ผู้เป็นอุปปาติกะไม่มี สมณพราหมณ์ผู้ดำเนินไปโดยชอบ ผู้ปฏิบัติชอบ
ผู้ทำโลกนี้และโลกหน้าให้แจ้งชัดด้วยปัญญาอันยิ่งด้วยตนเอง      แล้วสอน
ผู้อื่นให้รู้ตาม  ไม่มีในโลก  ดังนี้  บุคคลนั้นย่อมกระเสือกกระสนด้วยกาย
ด้วยวาจา   ด้วยใจ  กายกรรมของเขาคด  วจีกรรมของเขาก็คด   มโนกรรม
ของเขาก็คด  คติของเขาก็คด   การอุบัติของเขาก็คด  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
เรากล่าวคติ  ๒ อย่าง  อย่างใดอย่างหนึ่ง   คือนรกอันมีทุกข์โดยส่วนเดียว

วิชาพระพุทธศาสนา

วิชาพระพุทธศาสนา



จากที่ผมได้ศึกษาพระธรรมอย่างจริงจังมาสักระยะหนึ่งและได้พูดคุยกับเพื่อนๆเรื่องพระธรรมนั้น ก็รู้สึกแปลกใจว่าทำไมประเทศเรานั้นไม่ได้ให้ความรู้เกี่ยวกับศาสนาที่ถูกต้องเท่าที่ควรเลยครับ
ส่วนใหญ่ความรู้ที่ให้กับเด็กในประเทศเรานั้นมีแต่ ประวัติพระพุทธเจ้า ประวัติวันสำคัญต่างๆ การปฏิบัติตนในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาต่างๆ 
แต่ความจริงนั้น พระพุทธเจ้าเน้นให้ศึกษาธรรม และให้พระธรรมเป็นตัวแทนพระองค์มากกว่าครับ 
แต่ปัจจุบันนั้นวิชาพระพุทธศาสนานั้นมีไว้เพื่อให้รู้ว่าเราเป็นชาวพุทธก็แค่นั้น

ดูจากถ้าเราเป็นชาวพุทธ เมืองพุทธ จริง ทำไมคนเรารักษาศีล 5 ยังไม่ได้เลย เช่น
ทำไมในสังคมยังมีข่าวปล้น ฆ่า ข่มขืนมากขึ้นทุกวัน
ทำไมยังมีการโกงกินกัน ทำไมประเทศเราติดอันอับการโกง การคอรัปชั่นลำดับต้นๆ อันดับ 2 ของเอเชีย
ทำไมประเทศเราติดอันดับการขายเครื่องดื่มแอลกอฮออันดับต้นๆ 
ทำไมประเทศเราติดอันดับวัยรุ่นท้องก่อนวัยอันควรอันดับต้นๆ 
เห็นไหมครับว่าที่กล่าวมานั้นอยู่ในศีล 5 ทั้งสิ้นครับ

อย่างน้อยน่าจะสอนเรื่องการทำบุญที่ถูกต้องกับพระที่ถูกต้องเพื่อไม่ให้ได้บาปก็ยังดี และถ้าคนไทยเรารักษาศีล 5 กันทุกคนหรืออาจจะไม่ครบทั้ง 5 ข้อ อย่างน้อยคนละ 2-3 ข้อได้ เมืองไทยจะน่าอยู่ขึ้น อาชญากรรมจะน้อยลง และน่าจะพูดได้ว่าเราเป็นชาวพุทธ และเมืองพุทธ ได้เต็มปากมากขึ้นครับ


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 320

ประทานโอวาทแก่ภิกษุสงฆ์

[๑๔๑]  ครั้งนั้น    พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งกะท่านพระอานนท์ว่า
ดูก่อนอานนท์ บางที่พวกเธอจะพึงมีความคิดอย่างนี้ว่า ปาพจน์มีพระศาสดาล่วง
แล้ว   พระศาสดาของพวกเราไม่มี  ข้อนี้พวกเธอไม่พึงเห็นอย่างนั้น  ธรรมก็ดี
วินัยก็ดีอันใดอันเราแสดงแล้ว   ได้บัญญัติไว้แล้วแก่พวกเธอ     ธรรมและวินัย
อันนั้นจักเป็นศาสดาแห่งพวกเธอ โดยกาลล่วงไปแห่งเรา.................


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 127

๒. คารวสูตร

ว่าด้วยทรงเคารพธรรม

[๕๕๙]   ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้  :-
สมัยหนึ่ง   พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสรู้   ประทับอยู่ที่ต้นอชปาลนิโครธ
แถบฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา   อุรุเวลาประเทศ.
ครั้งนั้น     ความปริวิตกแห่งพระหฤทัยบังเกิดแก่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้
เสด็จเข้าที่ลับ   ทรงพักผ่อนอยู่อย่างนี้ว่า   บุคคลผู้ไม่มีที่เคารพ   ไม่มีที่ยำเกรง
ย่อมอยู่เป็นทุกข์   เราจะพึงสักการะ.  เคารพ  อาศัยสมณะหรือพราหมณ์ใครผู้ใด
อยู่หนอ.

[๕๖๐]  ลำดับนั้น   พระผู้มีพระภาคเจ้าได้มีพระดำริว่า   เราควรสัก-
การะเคารพสมณะหรือพราหมณ์อื่นแล้วอาศัยอยู่  เพื่อความบริบูรณ์แห่งศีลขันธ์
ที่ยังไม่บริบูรณ์  แต่ว่า  เรายังไม่เห็นสมณะหรือพราหมณ์อื่นที่ถึงพร้อมด้วยศีล
ยิ่งกว่าตนในโลก    พร้อมทั้งเทวโลก  มารโลก  พรหมโลก  ในหมู่สัตว์พร้อม
ทั้งสมณพราหมณ์เทวดาและมนุษย์      ซึ่งเราควรสักการะเคารพแล้วอาศัยอยู่
เราควรสักการะเคารพสมณะหรือพราหมณ์อื่นแล้วอาศัยอยู่  เพื่อความบริบูรณ์
แห่งสมาธิขันธ์ที่ยังไม่บริบูรณ์  แต่ว่าเรายังไม่เห็นสมณะหรือพราหมณ์อื่นที่ถึง

พระไตรปิกฏ

พระไตรปิกฏ


พระไตรปิฏกนั้นมีในสมัยหลังจากที่พระพุทธเจ้าปรินิพานแล้ว ๓ เดือน จึงมีการสังคายนา พระไตรปิฎก ครั้งที่ ๑

การสังคายนา พระไตรปิฎก ครั้งที่ ๑
สถานที่ทำ : กระทำที่ถ้ำสัตตบรรณคูหา ข้างภูเขาเวภารบรรพต
เวลาทำ : ทำอยู่ ๗ เดือนจึงสำเร็จ
การกสงฆ์ : พระอรหันต์ขีณาสพ ๕๐๐ รูป
ประธานสงฆ์ : พระมหากัสสปเถระ
ผู้วิสัชชนาพระวินัย : พระอุบาลีเถระ
ผู้วิสัชชนาพระธรรม : พระอานนท์เถระ
ผู้อุปถัมภ์ : พระเจ้าอชาตศัตรู แห่งกรุงราชคฤห์

ขอขอบคุณข้อมูลจากข้อมูลจาก
http://asstudio.info/Library/Council/council.html

จึงมีการนำมาอ้างในปัจจุบันมากมายว่า พระไตรปิฏกเกิดหลังพระพุทธเจ้าปรินิพาน 

"อ้าว!!!....อย่างนี้จะเชื่อดีไหม แล้วจะเชื่ออะไรดี ระหว่างพระอรหันต์ ๕๐๐ รูป ที่ทำสังคายนา หรือเชื่อพระทุศีลในปัจจุบันดี"

ลองคิดดูนะครับว่าความต่างระหว่างเรารักษาศีล 5 ยังไม่ครบทุกข้อ หรือไม่ได้รักษาเลย กับคนที่รักษาศีล 5 ครบบริบูรณ์ มันต่างกันนะครับ
และระหว่างพระทุศีลในปัจจุบัน กับพระอรหันต์ มันจะต่างกันขนาดไหน ลองคิดดูดีๆนะครับ


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ - หน้าที่ 572

อรรถกถาปฐมโอวาทสูตรที่  ๖

พึงทราบวินิจฉัยในปฐมโอวาทสูตรที่  ๖  ดังต่อไปนี้.
บทว่า  อหํ  วา   ถามว่า   พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเพราะเหตุไร.
ตอบว่า  เพื่อตั้งพระเถระไว้ในฐานะของพระองค์.    ถามว่า   พระสารีบุตร
และพระโมคคัลลานะ  ไม่มีหรือ.   ตอบว่า  มี.   แต่พระองค์ได้มีความดำริ
อย่างนี้ว่า     พระเถระเหล่านี้    จักดำรงอยู่นานไม่ได้.    ส่วนกัสสปมีอายุ
๑๒๐  ปี.   เมื่อเราปรินิพพานแล้ว   กัสสปนั้นจักนั่งในถ้ำสัตตบรรณคูหา
ทำการรวบรวมพระธรรมวินัย    ทำเวลาประมาณ   ๕,๐๐๐  ปี    ของเราให้
เป็นไปได้.    เราจึงตั้งเธอไว้ในฐานะของตน.    พวกภิกษุจักสำคัญคำของ
กัสสปอันตนพึงฟังด้วยดี.  เพราะฉะนั้น  พระองค์จึงตรัสอย่างนี้.   บทว่า
ทุพฺพจา  ความว่า  พวกภิกษุพึงเป็นผู้ว่ายาก.   บทว่า   โทวจสฺสกรเณหิ
คือ  ด้วยการทำให้เป็นผู้ว่ายาก.  บทว่า  อปทกฺขิณคฺคาหิโน   ท่านแสดงว่า
ฟังอนุศาสนีแล้ว  ไม่รับเอาโดยความเคารพ  ไม่ปฏิบัติตามคำสอน  เมื่อไม่
ปฏิบัติ   เป็นผู้ชื่อว่ารับเอาโดยไม่เคารพ.  บทว่า   อจฺจาวทนฺเต     ความว่า
กล่าวเลยไป     คือพูดมากเกินไป      เพราะอาศัยการเรียนพระสูตรมาก.
บทว่า  โก  พหุตร?  ภาสิสฺสติ   ความว่า   เมื่อกล่าวธรรม  ย่อมกล่าวว่า
ใครจักกล่าวธรรมมาก.  ท่านหรือ  หรือว่าเรา.  โก   สุนฺทรตร?   ความว่า
รูปหนึ่ง  แม้เมื่อกล่าวมาก   ย่อมกล่าวไม่ได้ประโยชน์   ไม่ไพเราะ.  รูปหนึ่ง
กล่าวมีประโยชน์  ไพเราะ.  ท่านหมายถึงข้อนั้น   จึงกล่าวว่า  โก   สุนฺทรฺตร?
ดังนี้.   ส่วนรูปหนึ่ง  กล่าวมากละดี    ก็ไม่กล่าวนาน  เลิกเร็ว.  รูปหนึ่ง
ย่อมใช้เวลานาน  ท่านหมายถึงข้อนั้น    จึงกล่าวว่า   โก   จิรตรํ   ดังนี้.

จบอรรถกถาปฐมโอวาทสูตรที่ ๖

เพียงบทนี้ก็ทราบแล้วว่าพระพุทธเจ้าทราบอยู่แล้วว่าต้องมีพระไตรปิฏกเกิดขึ้นแน่นอน และทราบว่าผู้ใดจะเป็นผู้ที่ทำสังคายนา
เท่านี้น่าจะเป็นคำตอบให้ใครหลายๆคนนะครับว่าจะเชื่อหรือศึกษาอะไรครับ

วันอาทิตย์ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ธรรมชาติมีกฎกติกา

ธรรมชาติมีกฎกติกา


อาจจะต่อเนื่องจากบทความที่แล้วนะครับ 

ผมขอเปรียบเทียบเหมือนฟุตบอลให้เข้าใจง่ายนะครับว่า ถ้าอยากจะลงเล่นคุณก็ต้องปฏิบัติตามกฎกติกาที่มีอยู่ที่เป็นมาตรฐาน
เช่นกันกับพระ ผู้ที่อยากจะบวชในศาสนานี้ พระวินัยนี้ ก็ต้องปฏิบัติตามกฎกติกาที่บัญญัติไว้ครับ 
เพราะธรรมที่พระศาสดาตรัสรู้ก็คือกฎกติกาของธรรมชาติของโลกเรานี้ครับ ไม่มีการเปรียนแปลง มีแต่การทำให้หลุดพ้นเท่านั้นครับ
แล้วอย่างนี้จะบอกว่า "ยุคไหน สมัยไหนแล้ว" ได้ไหมครับ ในเมื่อเราอยู่ในธรรมชาติของโลกเรา และกฎกติกามันก็เป็นแบบนี้ครับ


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ - หน้าที่ 438
๑. ปฐมวัชชีสูตร
ว่าด้วยการตรัสรู้และไม่ตรัสรู้อริยสัจ  ๔

[๑๖๙๘]  สมัยหนึ่ง   พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่  ณ  โกฏิคาม  ใน
แคว้นวัชชี  ณ  ที่นั้นแล  พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาแล้วตรัส
ว่า   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   เพราะไม่ได้ตรัสรู้   ไม่ได้แทงตลอดอริยสัจ  ๔  เรา
ด้วย   เธอทั้งหลายด้วย   จึงแล่นไป   ท่องเที่ยวไปยังสังสารวัฎนี้ตลอดกาลนาน
อย่างนี้   อริยสัจ ๔ เป็นไฉน  คือ  เพราะไม่ได้ตรัสรู้  ไม่ได้แทงตลอดทุกข-
อริยสัจ ๑  ทุกขสมุทยอริยสัจ  ๑   ทุกขนิโรธอริยสัจ  ๑  ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา
อริยสัจ  ๑  เราด้วย  เธอทั้งหลายด้วย  จึงแล่นไป    ท่องเที่ยวไปยังสังสารวัฏนี้
ตลอดกาลนานอย่างนี้    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   ทุกขอริยสัจ   เราด้วย   เธอทั้ง
หลายด้วย    ตรัสรู้แล้ว     แทงตลอดแล้ว     ทุกขสมุทยอริยสัจ. . . ทุกขนิโรธ-
อริยสัจ...  ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ  เราด้วย   เธอทั้งหลายด้วย  ตรัสรู้
แล้ว   แทงตลอดแล้ว   ตัณหาในภพขาดสูญแล้ว   ตัณหาที่จะนำไปสู่ภพสิ้นแล้ว
บัดนี้  ภพใหม่ไม่มี  พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้สุคตศาสดา   ครั้นได้ตรัสไวยากรณ
ภาษิตนี้จบลงแล้ว  จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า

[๑๖๙๙ ]           เพราะไม่เห็นอริยสัจ ๔  ตามเป็นจริง
เราและเธอทั้งหลายได้ท่องเที่ยวไปในชาติ
นั้น   ๆ  ตลอดกาลนาน  อริยสัจ  ๔  เหล่านี้
เราและเธอทั้งหลายเห็นแล้ว      ตัณหาที่จะ
นำไปสู่ภพถอนขึ้นได้แล้ว    มูลแห่งทุกข์
ตัดขาดแล้ว  บัดนี้ภพใหม่ไม่มี.

จบปฐมวัชชีสูตรที่  ๑

ความแปลกของคนไทย

ความแปลกของคนไทย



คนไทยเรารับวัฒนธรรมมาจากหลายที่ ซึ่งว่าด้วยเรื่องที่มีเหตุและผล ว่าด้วยเรื่องปฏิบัติตน จึงจะเชื่ออะไรต้องมีเหตุและผล หรือความเชื่อด้านต่างๆที่ตนคิดว่าดี แต่มีความแปลกที่สังเกตุได้ครับ เช่น
- คนบางพวกไม่เชื่อเรื่อง ดวง โชค ลาง แต่ ห้อยพระ ว่ารุ่นนี้ดี รุ่นนี้ใส่แล้วรวย ใส่แล้วสาวชอบ สาวหลง
- คนบางพวกไม่เชื่อเรื่องปีชง แต่ พอมีเคราะห์เลยเชื่อขึ้นมาทันที
- คนบางคนไม่เชื่อเรื่องดูฤก ยาม การตั้งชื่อ การเปลี่ยนชื่อ แต่ ทำกิจการ หรือค้าขาย ต้องชื่อดีๆไว้ก่อน
- คนบางคนไม่เชื่อเรื่องผี วิญญาณ แต่ ที่บ้านมีศาลพระภูมิ ไหว้เจ้าที่ ไหว้เจ้าทาง และกลัวผีด้วย

และอีกมากมายครับที่ดูแล้วมันขัดกับคำพูดของผู้ที่พูด เช่น อย่าเชื่อเรื่องงมงาย แต่กลับกลัวผี ทั้งที่เป็นสิ่งที่มองไม่เห็นเหมือนกัน

แต่สำหรับพระพุทธศาสนา ศาสนาประจำชาติเรากับเชื่อกันแบบทิ้งๆขว้างๆ โดยไม่มีการศึกษาอย่างถูกต้อง แล้วกลับทำตามที่ตนคิดว่า "แค่นี้ก็พอแล้ว" (เมื่อก่อนผมก็เป็นเหมือนกันครับ) หรือทำไปเถอะจะผิดหรือถูกมันอยู่ที่ใจ อือ...ถ้าเราซื้อเหล้่ามา แล้วก็เอาไปให้เพื่อนที่เขาชอบเหล้า เราจะได้ทำทาน หรือผิดศีล ครับ

ตัวอย่างเช่น

1.เรื่องพระกับเงิน ก็บอกว่านี้มันสมัยไหนแล้ว สมัยนี้จำเป็นต้องใช้
อันนี้ไม่เถียงครับ แต่มันมีวิธีให้และวิธีใช้ที่ถูกต้องอยู่ ซึ่งไม่ใช้เอาเงินให้พระโดยตรงครับ ถ้าศึกษาดูพระพุทธเจ้าก็มีการอนุโลมเพื่อให้ภิกษุนั้นอยู่ง่าย (ที่ไม่ใช้สบายเกินไปนะครับ) และไม่ถึงกับลำบากจนเกินไปครับ

พุทธดำรัสตอบ “.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจะขอบอกเธอทั้งหลาย จะขอเตือนเธอทั้งหลาย การที่บุคคลผู้ทุศีล มีธรรมลามก มีความประพฤติสกปรก น่ารังเกียจ ปกปิดกรรมชั่ว มิใช่สมณะ แต่ปฏิญาณว่าเป็นสมณะ มิใช่ผู้ประพฤติพรหมจรรย์ แต่ปฏิญาณว่าประพฤติพรหมจรรย์ เน่าใน มีความกำหนัดกล้าเป็น

วันพุธที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

รู้ไหมทำอาชีพเหล่านี้อาจได้บาป ?

รู้ไหมทำอาชีพเหล่านี้อาจได้บาป ?



ในปัจจุบันคนเราสนับสนุนให้ทำบาปกันมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น พวกขายประกัน พวกขายของ หรือพวกขายตรง
ทำไมถึงพูดอย่างนั้นหละ ?
ลองคิดดูดีๆนะครับว่าอาชีพเหล่าหนี้บางทีต้องบิดเบือนความจริงกับลูกค้าเพื่อให้ได้ยอดตามที่หวัง หรืออาจจะโกหกไปเลยก็ได้
อย่างนี้ถือว่าผิดศีลข้อที่ห้ามโกหกไหมครับ ?
และการทีต้องบิดเบือนความจริง เพื่อให้ได้เงินของเขามา อาจจะเป็นการเข้าข่ายการลักขโมย คือผิดศีลการลักทรัพย์ หรือไม่ ? น่าคิดไหมครับ

ทางโลก
การพูดเท็จ คือ การกล่าวเรื่องที่ไม่เป็นความจริงทั้งหมด ให้เข้าใจว่าเป็นความจริงทั้งหมดโดยเจตนา
การลักทรัพย์ คือ ผู้บังอาจเอาทรัพย์ของผู้อื่นไปโดยการทุจริตและโดยเจ้าทรัพย์มิได้อนุญาตให้

ทางธรรม
การพูดเท็จ คือ การเปล่งวาจาที่ให้เข้าใจทางวาจาของบุคคลผู้จงใจจะพูดให้คลาดจากความเป็นจริง
การลักทรัพย์ คือ  การลักทรัพย์มีองค์ประกอบ ๕ ประการ   คือของที่คนอื่นหวงแหน ๑    ความรู้ว่าเป็นของที่คนอื่นหวงแหน ๑    จิตคิดจะลัก ๑   ความพยายาม  (จะลัก) ๑   ลักของได้มาด้วยความพยายามนั้น ๑

ใกล้เคียงกันไหมครับ

แต่พวกที่ทำอาชีพนี้เขาเรียกสิ่งเหล่านี้ว่า "การกระตุ้นยอดขาย" ครับ
ผู้ที่ทำอาชีพนี้อยู่หรือคิดที่จะทำ ขอให้ทำอย่างตรงไปตรงมา แต่ผมเข้าใจนะว่าบ้างครั้งการพูดแต่ความจริงไม่ทำให้ชีวิตเราดีขึ้นหรือได้เงินมากขึ้นครับ
แต่ถ้าเราได้เงินมากขึ้น ชีวิตดีขึ้นจากเงินนั้นด้วยวิธีเหล่านี้ บาปเราก็จะยิ่งมากขึ้นตามจำนวนเงินนั้นไปด้วยนะครับ

วันอาทิตย์ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

พิธีเวียนเทียน


พิธีเวียนเทียน


บทความนี้เขียนขึ้นเนื่องจากวันวิสาขบูชาที่ผ่านมาเกี่ยวกับประเพณีการเวียนเทียนของชาวไทย ชาวพุทธ
ในสมัครก่อนผมเป็นคนหนึ่งที่ไปเวียนเทียนและชวนเพื่อนไปเวียนเทียนในวันสำคัญต่างๆ เพราะคิดว่าเป็นการทำบุญอย่างหนึ่ง แต่พอมาศึกษาดูและคิดทบทวนดีๆแล้ว การเวียนเทียนนั้นทำเพื่ออะไร และจะได้บุญขนาดไหน

- เวียนเทียนเพื่ออะไร?
1.เพื่อสืบสานพระพุทธศาสนา แต่คนเราไม่ได้ศึกษาดูก่อนว่าสืบสานอย่างไรถึงจะถูกต้องตามคำสอนจริงๆ และตอนที่เราเป็นนักเรียนในบทเรียนก็สอนเราอย่างนี้ หรืออีก 1 อย่างคือเราทำตามปู่ ย่า ตา ยาย พ่อ แม่ เรามา พาทำกันผิดหรือถูกก็ทำตามกันมา
อย่างวันก่อนนั้นมีพิธีถ่ายทอดทางโทรทัศน์อย่างใหญ่โตพร้อมด้วยผู้มีชื่อเสียงมากมาย แต่ทำไม่ผู้ที่มีชื่อเสียงเหล่านั้นไม่พาผู้คนที่เขาศรัทธาทำให้ถูกต้องตามหลักธรรมจริงๆ

- เวียนเทียนได้บุญมากน้อยขนาดไหน?
1.อาจจะได้บุญมากในแง่การระลึกถึง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ คือ การที่บุคคลมีจิตเลื่อมใสถึงพระพุทธเจ้า พระธรรมและพระสงฆ์เป็นสรณะ มีผลมากกว่าทานที่บุคคลสร้างวิหารถวายสงฆ์อันมาจากจาตุรทิศ
แต่ทุกวันนี้เรานับถือถูกหรือไม่ ศีล 5 เรารักษาครบหรือยัง(ตอบตัวเอง แบบไม่หลอกตัวเองนะครับ)

2.ถ้าบอกว่าอาจจะได้บาป คือ พระต้องนำชาวบ้านเวียนเทียนก่อนแน่นอนครับ
พระผิดศีล ผิดที่1
วัดห้ามจัดงานวัด ผิดที่ 2
ถ้ายิ่งจัดขายดอกไม้ธูปเทียนในวัด ผิดที่ 3

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 315
.
.
.
มหาศีล
(๑๑๔ )  ๑. ภิกษุเว้นขาดจากการเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉาน-
วิชา   เช่นอย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวก  ฉันโภชนะที่เขาให้ด้วย
ศรัทธาแล้ว    ยังเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชาเห็นปานนี้    คือ  ทาย
อวัยวะ  ทายนิมิต  ทายฟ้าผ่าเป็นต้น  ทำนายฝัน  ทำนายลักษณะ ทำนาย
หนูกัดผ้า    ทำพิธีบูชาไฟ    ทำพิธีเบิกแว่นเวียนเทียน.......................

แล้วอย่างนี้คิดว่าได้บุญหรือไม่ครับ

จากที่ศึกษาพระไตรปิฏกมาสักระยะหนึ่งก็พบว่าทุกวันนี้เราทำผิดกันมากแล้วก็อ้างเหตุผลต่างๆนาๆ ไปทั่ว โดยไม่ยอมศึกษาสิ่งที่ถูกต้องจริงๆกัน