กล่าวนำและทำความเข้าใจ

กล่าวนำและทำความเข้าใจ

Blog นี้จัดทำขึ้นเนื่องจากการที่ตั้งใจศึกษาพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าและหลักการปฏิบัติตนตามหลักคำสอนอย่างถูกต้อง
เพราะในปัจจุบันคนเราเน้นการทำบุญโดยเอาความสะดวกสบายและง่ายเข้าว่า โดยบ้างครั้งอาจจะผิดหลักคำสอนจนความตั้งใจทำบุญจริงๆนั้นกลายมาเป็นบาป และบ้างครั้งอาจจะหลงผิดใช้เงินกับการทำบุญที่ผิดวิธีจนได้บาปเช่นกัน แต่เราก็สามารถทำบุญอย่างง่ายๆและถูกต้องได้เช่นกัน ดังนั้นเราจึงต้องรู้หลักการปฏิบัติที่ถูกต้องเพื่อที่จะได้บุญจริงๆ

บทความใน Blog นี้จึงขอมุ่งเน้นหยิบยกเนื้อหาอ้างอิงจากพระไตรปิฏกเป็นหลักและบทความจากผู้ที่ศึกษาพระไตรปิฏกอย่างจริงจังที่น่าจะเป็นประโยชน์กับผู้อ่าน การทำ Blog นี้มีเจตนาเพื่อเป็นอีกหนึ่งทางที่สำหรับผู้คนอาจจะพบเห็นและได้ศึกษาธรรมมากขึ้น

"การศึกษาอะไรที่ยิ่งใหญ่ อาจจะมาจากเรื่องที่เราสงสัยเล็กๆเพียงเรื่องเดียว"

***ทั้งนี้เนื้อหาที่ได้ลงไปใน Blog ผู้อ่านควรใช้วิจารณญาณและศึกษาจากพระไตรปิฏกควบคู่ไปด้วยเพราะอาจมีการคลาดเคลื่อนของเนื้อหา เพื่อผู้อ่านจะได้รับความรู้ที่ตรงและถูกต้องที่สุดครับ***

วันอังคารที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

พุทธแบบไหน???


พุทธแบบไหน???

ทุกวันนี้การที่เราพูดคุยเรื่องศาสนากับใครนั้นผมรู้สึกว่าอยู่ยากมาก...ทำให้ผมรู้ว่าชาวพุทธในเมืองไทยนั้นมีความรู้เรื่องศาสนาน้อยมากจริงๆ

ในการที่เราพูดให้ตรงกับหลักธรรมที่มีปรากฏอยู่ในพระไตรปิฏกนั้นกลายเป็นว่าเราเป็นคนที่คิดมากเกินไป อะไรก็เกินไป และจบตรงคำว่าแล้วแต่คนเชื่อ...ซึ่งผมไม่เข้าใจเลยว่าทั้งที่เราพูดอยู่ว่านับถือพุทธ เป็นชาวพุทธ แต่พอพูดตรงตามหลักธรรมแล้วกลายเป็นว่าเรานั้นทำตัวแปลกไปจากคนอื่น...แต่คิดๆดูก่อนหน้าที่ผมจะได้มาศึกษาก็คงเป็นคนในจำพวกนี้เหมือนกัน

เพื่อนผมบางคนก็คิดว่าหลักคำสอนในพระไตรปิฏกเป็นเรื่องของทฤษฎีสมคบคิด ซึ่งผมมานั่งคิดเทียบดูแล้ว จะมีใครที่รวยมากขนาดเป็นทายาทกษัตริย์ มาสละราชสมบัติออกบวช หรือคนในสมัยพุทธกาลมีหลายคนที่ออกบวช ทั้งที่รวย ทั้งที่มั่งมี ก็ทิ้งสมบัติออกบวชเยอะแยะ

หรือแม้กระทั้งศีลที่บัญญัติไว้จะบัญญัติเพื่อบีบคั้นตัวท่านและสาวกทำไม ไม่ว่าจะฉันอาหารได้วันละ 1 มื้อ ห้ามรับเงินทอง ซึ่งถ้าได้ศึกษาจริงๆแล้วจะรู้ว่าการที่จะรักษาศีลได้ครบจริงๆนั้นยากมาก เพราะเยอะเหลือเกิน

อย่าว่าแต่เรื่องราวในพระไตรปิฏกมีจริงไหมหรือไม่มีจริงเลย ถ้าผู้ใดที่ปฏิบัติตนตามหลักธรรมได้ก็น่านับถือมากๆแล้ว...แล้วที่สำคัญในปัจจุบันยังมีพระอริยผู้ได้มรรคได้ผลอยู่ มีผู้คนมากมายที่ตามหาเพื่อจะทำบุญด้วยอยู่ นี้ก็น่าจะเป็นหลักฐานอย่างดีที่หลงเหลือมาถึงปัจจุบัน

เพื่อนผมบางคนบอกว่ามึงอะ คิดมากไป พออธิบายให้ฟังก็มาจบที่คำเดิมว่ามันแล้วแต่คน"เชื่อ"

เรื่องความเชื่อโดยส่วนตัวผมแล้วก็ตัวใครตัวมันว่าใครจะเชื่ออย่างไร แต่ถ้าถามผมและพูดเรื่องศาสนาพุทธ ผมก็ตอบไปตามที่พุทธสอนไว้และที่ผมได้ศึกษามา ว่าเป็นแบบไหน...แต่กลับกลายเป็นว่าเราเป็นคนที่ผิด มีความคิดที่ผิดไป

"เราเห็นกองไฟอยู่หน้าเรา เรารู้อยู่ว่าไฟมันร้อน เราจะเดินเข้ากองไฟไหม หรือทั้งๆที่รู้ก็ยังเดินเข้าไป"

ถ้ามีใครถามว่านับถืออะไร ผมตอบได้เลยว่านับถือพุทธ แต่ พุทธ ของผมนั้นคือ
พระศาสดาของศาสนาพุทธที่ผมนับถือนั้น ห้ามพระรับเงิน ทอง
พระศาสดาของศาสนาพุทธที่ผมนับถือนั้น ห้ามพระซื้อขายของ
พระศาสดาของศาสนาพุทธที่ผมนับถือนั้น ห้ามพระฉันสองมื้อ ให้ฉันมื้อเดียว
พระศาสดาของศาสนาพุทธที่ผมนับถือนั้น ห้ามพระรับบิณฑบาต เกินกว่าที่จะฉันหมด
พระศาสดาของศาสนาพุทธที่ผมนับถือนั้น ห้ามกักตุนอาหาร
พระศาสดาของศาสนาพุทธที่ผมนับถือนั้น ห้ามพระดูดวง ดูฤกษ์
พระศาสดาของศาสนาพุทธที่ผมนับถือนั้น ห้ามพระรดน้ำมนต์
พระศาสดาของศาสนาพุทธที่ผมนับถือนั้น ห้ามจัดงานรื่นเริงในวัด
พระศาสดาของศาสนาพุทธที่ผมนับถือนั้น ให้ถือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นที่พึ่ง ไม่ได้ให้ถือรูปเป็นที่พึ่ง
พระศาสดาของศาสนาพุทธที่ผมนับถือนั้น สอนสิ่งต่างๆไว้อีกมากมายรวมๆแล้ว 84,000 พระธรรมขันธ์
พระศาสดาของศาสนาพุทธที่ผมนับถือนั้น มีพระนามว่าพระสมณโคดม
พระศาสดาของศาสนาพุทธที่ผมนับถือนั้น ก่อนตรัสรู้มีพระนามว่าเจ้าชายสิทธัตถะ
แล้วศาสนาพุทธของพวกคุณละพระศาสดาพระนามว่าอะไรและสอนอะไรบ้าง?????

****************************

วันจันทร์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2559

ธุรกิจฌาปนกิจ

ธุรกิจฌาปนกิจ


ปัจจุบันพิธีการฌาปนกิจนั้นกลายเป็นธุรกิจแบบเต็มตัวไปแล้ว มีคนเกิดและตายทุกๆวัน ก่อนหน้านี้ที่บ้านผมได้สูญเสียญาติไป พอโตมาเลยมีบทบาทในการช่วยเหลือทางบ้านได้หลายอย่างและได้รู้ถึงค่าใช้จ่ายที่ใช้ไปในาการจัดงานตามแบบ

ประเพณีโลกทำกัน ขนาดผมอยู่ที่ต่างจังหวัด จัดพิธีเพียง 5 วัน หมดค่าใช้จ่ายไปถึง 6 หลักด้วยกัน ตกแล้ววันหลักหมื่นบาท แล้วแบบนี้จะไม่ทำให้วัดรวยได้อย่างไร และมีอยู่คำที่เราจะได้ยินกันประจำว่า "ถวายปัจจัย" หรือ "ถวายเงิน" เกิดขึ้นมาได้อย่างไรในเมื่อในพระวินัยพระห้ามรับเงิน

ถ้ามองในแง่ศาสนาจริงๆแล้วยังไงก็ผิดแน่นอนครับ ทั้งถวายเงินพระ ทั้งฉันเพล...แต่ถ้ามองในแง่ประเพณีโลกก็สะดวกสบายดีมีเงินจ่ายก็พอ

***แต่ยังไงผิดก็คือผิดครับ***

ในช่วงเวลา 5 วันที่ผมอยู่ในงานก็ได้มาลองนั่งนึกๆดูเป็นแค่ความคิดส่วนตัวนะครับว่า

1.ถ้าเกิดเราตัดพระออกไปโดยไม่มีพระเข้ามายุ่งเกี่ยว...ศพก็จัดการเผาไป...แล้วทำการเลี้ยงอาหารแขกที่มารวมแสดงความเสียใจโดยเลี้ยงที่บ้าน หรือเลี้ยงบุคคลทั่วๆไปในที่ต่างๆ อาจจะที่ยากไร้ หรือด้วยโอกาศ จำนวนกี่วันก็ว่ากันไป แล้วทำการอุทิศบุญให้แก่ผู้ตาย บุญที่เกิดขึ้นนั้นก็จะมากมายขนาดไหนโดยที่ไม่ต้องยุ่งกับพระให้บาปด้วย

2.หรืออาจจะหาพระที่รักษาศีลดีมาเทศแต่ไม่ต้องถวายเงิน แต่ก็คงเป็นไปได้ยากมากๆๆ ในสมัยนี้

พออ่านมาถึงตรงนี้คงคิดว่าผมนั้นแปลกหรือไม่ก็บ้า หรืออาจจะทำไมไม่ทำละ...ได้แต่พูด!!!....ครับต้องบอกว่ามันยากจริงๆที่จะทำเพราะโลกเปลี่ยนไปจากหลักธรรมไกลมากๆๆแล้วครับ ยิ่งประเทศไทยที่ถือผสมกันหลายๆอย่าง

แต่อย่าลืมนะครับว่าทำบุญกับพระผู้ทุศีลไม่มีบุญออก และ ในสมัยพุทธกาลพระอริยผู้ที่หลุดพ้นพระศาสดาให้พระช่วยกันยกไปเผาโดยไม่ได้ยุ่งยากอะไรก็มีครับ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 127
.
.
.
[๕๐]  ครั้งนั้นแล  เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จหลีกไปแล้วไม่นาน
แม่โคลูกอ่อนขวิดพาหิยทารุจีริยะให้ล้มลงปลงเสียจากชีวิต    ครั้นพระผู้มี-
พระภาคเจ้าเสด็จเที่ยวบิณฑบาตนพระนครสาวัตถีเสด็จกลับจากบิณฑบาต
ในเวลาปัจฉาภัต    เสด็จออกจากพระนครพร้อมกับภิกษุเป็นอันมาก   ได้
ทอดพระเนตรเห็นพาหิยทารุจีริยะทำกาละแล้ว   จึงตรัสกะภิกษุทั้งหลายว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย     ท่านทั้งหลายจงช่วยกันจับสรีระของพาหิยทารุจีริยะ
ยกขึ้นสู่เตียงแล้ว   จงนำไปเผาเสีย   แล้วจงทำสถูปไว้  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
พาหิยทารุจีริยะประพฤติธรรมอันประเสริฐเสมอกับท่านทั้งหลาย  ทำกาละ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 128

แล้ว    ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว   ช่วยกันยกสรีระของ
พระพาหิยทารุจีริยะขึ้นสู่เตียง  แล้วนำไปเผา  และทำสถูปไว้   แล้วเข้าไป
เฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ   ได้นั่งอยู่  ณ ที่ควรข้างหนึ่ง  ครั้นแล้ว
ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า    ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ   สรีระของพาทิย-
ทารุจีริยะ   ข้าพระองค์ทั้งหลายเผาแล้ว    และสถูปของพาหิยทารุจีริยะนั้น
ข้าพระองค์ทั้งหลายทำไว้แล้ว  คติของพาหิยทารุจีริยะนั้นเป็นอย่างไร  ภพ
เบื้องหน้าของเขาเป็นอย่างไร.
พระผู้มีพระภาณเจ้าตรัสว่า   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    พาหิยทารุจีริยะ.
เป็นบัณฑิต  ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม.  ทั้งไม่ทำเราให้ลำบาก   เพราะ
เหตุแห่งการแสดงธรรม  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  พาหิยทารุจีริยะปรินิพพาน
แล้ว .

****************************

วันจันทร์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2559

ปาราชิก



วันก่อนผมได้เปิดไปเจอข่าวเกี่ยวกับพระเล่นการพนัน ซึ่งพิธีกรในรายการนั้นได้แสดงความคิดเห็นส่วนตัวออกมาเรื่องความไม่เหมาะสม และบอกว่าโดยส่วนตัวเขาแล้วคิดว่าพระทำแบบนี้น่าจะถึงขั้นปาราชิก

ซึ่งในพระวินัยนี้โทษของการปาราชิกนั้นมีอยู่ 4 อย่างคือ

1.เสพเมถุน แม้กับสัตว์เดรัจฉาน (ร่วมสัมพันธ์ทางเพศกับมนุษย์ หรืออมนุษย์ หรือสัตว์ แม้แต่ซากศพก็ไม่ละเว้น)
2.ถือเอาทรัพย์ที่เจ้าของไม่ได้ให้ มาเป็นของตน จากบ้านก็ดี จากป่าก็ดี (ขโมย) ได้ราคา 5 มาสก (5 มาสกเท่ากับ 1 บาททองคำ)
3.พรากกายมนุษย์จากชีวิต (ฆ่าคน) แสวงหาและใช้เครื่องมือกระทำเอง หรือจ้างวานฆ่าคน หรือพูดพรรณาคุณแห่งความตายให้คนนั้น ๆ ยินดีที่จะตาย (โดยมีเจตนาหวังให้ตาย) ไม่เว้นแม้แต่การแท้งเด็กในครรภ์
4.กล่าวอวดอุตริมนุสธรรมที่ไม่จริง อันเป็นความเห็นอย่างประเสริฐ อย่างสามารถ น้อมเข้าในตัวว่า ข้าพเจ้ารู้อย่างนี้ ข้าพเจ้าเห็นอย่างนี้ (ไม่รู้จริง แต่โอ้อวดความสามารถของตัวเอง)ยกเว้นสำคัญตนผิด

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9B%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%B4%E0%B8%81

จากเรื่องนี้ผมเลยได้ข้อคิดว่า ชาวพุทธเรายังศึกษากันน้อยมากๆ ประกอบกับใส่ความเห็นส่วนตัวเข้าไป ยิ่งทำให้คลาดเคลื่อนไปกันใหญ่

ผมดีใจที่ชาวพุทธเรารักพระพุทธศาสนา แต่ควรจะรักและศึกษาให้ตรงตามหลักธรรม ยิ่งถ้าเป็นผู้ที่ต้องทำหน้าที่พูดหรือแสดงความเห็นเรื่องศาสนาแล้วควรจะยิ่งมีความรู้ในระดับที่มากพอสมควรเลยครับไม่งั้นใครมาฟังเข้าจะเข้าใจผิดไปตาม

อย่างเช่นผมเคยดูรายการที่ถามและตอบปัญหากับพระ แต่การตอบปัญหาของพระนั้นไม่ได้นำหลักธรรมมาตอบอย่างที่ควรจะเป็นเลย ตอบตามความคิดเห็นส่วนตัวของพระมากกว่า จริงๆแล้วน่าจะยกเทียบกับหลักธรรมที่พระพุทธเจ้าสอนน่าจะเหมาะสมกว่า หรือไม่พระผู้ตอบอาจจะมีความรู้เรื่องหลักธรรมยังไม่ทั่วถึงก็เป็นไปได้

จนทำให้พบเห็นกันได้อยู่ทุกๆวันครับว่าชาวพุทธนั้นเข้าใจผิด และทำผิดกันมากๆเลยครับ

ส่วนตัวผมเองก็ยังไม่ได้เก่งหรือมีความรู้ทั่วถึงขนาดนั้นเช่นกันครับ ก็พยายามที่จะศึกษาและแก้ไขให้เข้าและตรงตามหลักธรรมให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ อย่างน้อยๆตัวผมเองก็ถือว่าวิธีนี้น่าจะเป็นการรักษาพระพุทธศาสนาจริงๆครับ

"ถ้าเราจะดูแลรักษาต้นไม้สักต้นให้เจริญงอกงาม...แต่เราไม่ได้ศึกษาว่าเป็นต้นอะไร...ดูแลรักษายังไง...แล้วดูแลรักษาตามแบบที่ตัวเองคิด...ต้นไม้นั้นจะตายลงหรือจะเจริญเติบโต"

****************************

วันอังคารที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

เบื่อเทศกาลบุญ


การที่ชาวพุทธไม่รู้พระนามของพระศาสดานั้นว่าแปลกแล้ว แต่ก็น่าคิดตรงที่ว่าไม่เคยได้เรียนมา ในบทเรียนไม่มีบอก

แต่ที่แน่ๆ คือ ชาวพุทธรู้ว่าพระศาสดาก่อนออกผนวชคือเจ้าชาย เพราะเรียนกันตั้งแต่ ม.1 ถึง ม.6

แล้วเจ้าชายคือลูกของกษัตริย์ แน่นอนว่ามีโภคทรัพย์มากมาย และท่านได้หนีออกผนวช หนีและทิ้งสมบัติทรัพทย์สินที่ท่านมี และที่ท่านจะได้ในอนาคตในวันที่ท่านขึ้นครองราช

เข้าป่า เข้าดง คลองผ้ากาสายะ ผ้าบังสกุล ผ้าห่อศพ

คำถามคือแล้วพระในสมัยนี้บวชมาเพื่อหาเงินทำไม????

ในพระวินัย พระเว้นขาดจากการรับเงินและทอง อยู่ในศีล 10 ด้วย โยมไม่รู้ไม่แปลก แต่พระที่ต้องรู้ 227 ข้อ แล้วยังมารับเงินรับทองอีกแปลกไหม???

วันพุธที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2558

ไหว้พระจันทร์

ไหว้พระจันทร์


ประเพณีไหว้พระจันทร์...ต้องบอกก่อนว่าผมเข้าใจว่าเป็นความเชื่อและประเพณีของคนบางชนชาติครับ...ก่อนหน้าที่ผมจะมาศึกษาพระธรรมผมก็ไหว้ผี ไหว้เจ้า ดูดวง เช่นกันครับ

บทความนี้ผมจะขอเสนอแนวคิดแบบเป็นกลางที่สุดลองให้ได้พิจารณากันดูนะครับ

ไหว้พระจันทร์...การที่เราจะไหว้ใครสักคนหรืออะไรสักอย่าง ผมคิดว่าใครคนนั้นหรือสิ่งนั้นๆต้องมีความศักดิ์สิทธิ์ หรืออาจจะพูดง่ายๆว่ามีประโยชน์ มีคุณค่า ก็น่าจะได้ครับ เช่น ไหว้เจ้า ไหว้ศาล เพราะคิดว่า จะให้เจ้าที่เจ้าทางต่างๆ ช่วยเหลือเรา เป็นต้น

ดังนั้นผมจะขอสรุปโดยยึดเหตุผลจากที่กล่าวมาข้างต้นนี้ และความคิดเห็นส่วนตัวของผมเองว่า การไหว้พระจันทร์ (ผมไม่เคยไหว้มาก่อนนะครับ) คงจะเป็นการขอพรอะไรประมาณนี้ ให้เจริญรุ่งเรืองดังนั้นพระจันทร์ต้องมีคุณค่าและประโยชน์

ถ้างั้นผมขอหยิบยกมาให้คิดกันว่า ระหว่างดวงจันทร์กับโลก ที่เราอาศัยอยู่ ดวงไหมมีคุณค่าหรือประโยชน์กว่ากัน

พระจันทร์เพาะปลูกอะไรขึ้นไหม??...พระจันทร์มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ไหม??

ต่างจากโลกที่เราอาศัยอยู่...ที่เราอาศัยเพาะปลูกเลี้ยงชีพ ที่เราใช้ทรัพยากรอย่างมากมาย หลายอย่างเพื่อความสะดวกสบายของตัวเรา

เพียงเท่านี้พอจะสรุปตามเหตุและผล ได้หรือไหมครับว่าระหว่างโลกกับดวงจันทร์สิ่งไหนมีประโยชน์ มีคุณค่า หรือว่าถ้าจะไหว้เราควรจะไหว้สิ่งไหนมากกว่ากัน

ถ้าโลกหน้าไหว้กว่าหรือดีกว่า แสดงว่าโลกต้องศักดิ์สิทธิ์และมีคุณค่ามากกว่าดวงจันทร์...งั้นลองเอาดินที่อยู่กับพื้นมาถูตามตัวหรือถูที่หน้าดูครับว่าจะดีไหม จะได้รับความศักดิ์สิทธิ์หรือเปล่า??

ถ้าคำตอบคือ ไม่ทำหรอก...มันสกปรก งั้นลองย้อนคิดกลับไปคืนว่าแล้วพระจันทร์ละไม่สกปรกหรือ?? สมควรไหว้หรือไม่ครับ

"ความเชื่อ" โดยส่วนตัวแล้วผมคิดว่าน่ากลัวครับ...เพราะได้ชื่อว่า "เชื่อ" แล้วคนเราไม่ได้มีความคิดหรือพิจาณาในเรื่องนั้นๆเลย...สิ่งไหนจริง สิ่งไหนดี หรือสมเหตุสมผลหรือไม่ครับ

****************************

วันอังคารที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2558

ศีล 10

ศีล 10
ถ้าใครเคยไปร่วมงานบวชต่างๆ คงจะเคยเห็นการที่คนรอใส่บาตรพระบวชใหม่ด้วยเงิน ทอง โดยเฉพาะบางพื้นที่มีความเชื่อว่า ใส่เงิน ทอง ให้กับพระบวชใหม่จะได้บุญมาก

ผมยอมรับตามตรงว่าก่อนที่จะได้ศึกษาพระธรรมนั้นเคยใส่เงินในบาตร ในย่ามพระ เช่นกันครับ โดยตอนนั้นไม่ได้รู้อะไรเลย รู้แค่ว่า พ่อ แม่ คนรอบข้างบอกว่าว่าได้บุญ ก็ทำไปครับ

ยิ่งในตอนที่ผมบวชเองด้วยนั้นพอออกจากโบสถ์แล้วก็มารับเงินที่ญาติ โยมคอยมาถวายกัน ก็ไม่รู้เรื่องอีกเช่นกันครับรู้แต่ว่าเขาทำบุญ

แต่ความจริงแล้วนั้นในตอนที่กล่าวคำขอบวช จะมีคำรับเอาศีล 10 เพื่อมาถือปฏิบัติ ครับ ลองหาตามเว็บได้ครับมีคำกล่าวขอบวชให้ศึกษามากมาย

แต่ประเด็นอยู่ที่ว่าเมื่อผู้บวชกล่าวคำรับศีล 10 เสร็จแล้ว พอออกจากโบสถ์ ก็ทำผิดศีลเลย คือรับเงิน รับทอง เป็นอาบัติเรียบร้อยครับ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 22

สิกขาบท  ๑๐   ในขุททกปาฐะ

[๒]    ข้าพเจ้าสมาทาน   สิกขาบท   คือเจตนางดเว้นจากปาณาติบาต
ข้าพเจ้าสมาทานสิกขาบท   คือเจตนางดเว้นจากอทินนาทาน
ข้าพเจ้าสมาทานสิกขาบท   คือเจตนางดเว้นจากอพรหมจรรย์
ข้าพเจ้าสมาทานสิกขาบท   คือเจตนางดเว้นจากมุสาวาท
ข้าพเจ้าสมาทานสิกขาบท   คือเจตนางดเว้นจากที่ตั้งแห่งความประมาท   คือการเสพของเมา   คือสุราเมรัย
ข้าพเจ้าสมาทานสิกขาบท   คือเจตนางดเว้นจากการบริโภคอาหารในเวลาวิกาล
ข้าพเจ้าสมาทานสิกขาบท   คือเจตนางดเว้นจากการฟ้อนรำ   ขับร้อง   การประโคม  และการดูการเล่นอันเป็นข้าศึกแก่กุศล
ข้าพเจ้าสมาทานสิกขาบท   คือเจตนางดเว้นจากจากการลูบไล้  ทัดทรง ประดับประดาดอกไม้ ของหอมอันเป็นลักษณะการแต่งตัว
ข้าพเจ้าสมาทานสิกขาบท   คือเจตนางดเว้นจากการนั่งนอนบนที่นั่งที่นอนสูงใหญ่
ข้าพเจ้าสมาทานสิกขาบท   คือเจตนางดเว้นจากการรับทองและเงิน

จบสิกขาบท  ๑๐

ชัดเจนมากๆครับ...พอได้มาทราบแบบนี้แล้วผมเศร้าใจมากๆครับ ลองมองดูนะครับว่าใครกันแน่ที่พากันทำลายศาสนา(จากความไม่รู้)ครับ

****************************

วันพฤหัสบดีที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2558

เห็นแก่ตัว

เห็นแก่ตัว


เพื่อนๆให้ความหมายของคำว่า "เห็นแก่ตัว" ว่ายังไงกันบ้างครับ

ในความคิดของผม คือ คนเราแทบทุกคนนั้นเห็นแก่ตัวครับ เห็นแก่ตัวอย่างไร

ทุกวันนี้เราทำงาน ทำมาหากิน เพื่อเลี้ยงชีพของตัวเอง เพื่อเลี้ยงครอบครัวของตัวเอง แต่จะมีสักกี่คนที่เลี้ยงผู้อื่น หรือให้ผู้อื่น จากเงิน หรือสิ่งของที่ตัวเองหามาได้ครับ แบบนี้จะเรียกว่า "เห็นแก่ตัว" ได้หรือไม่

ก่อนหน้านี้มีคนถามผมว่างานที่ทำนั้นดีหรอ มีความสุขหรอ เขาคิดว่าเงินเดือนน้อย งานเยอะ และเขามองว่าเราทำงานเกินกว่าค่าจ้างไปหรือเปล่า

  
มันทำให้ผมมานั่งคิดว่า จะมีสักกี่อาชีพกันนะที่ทำเพื่อผู้อื่นโดยไม่หวังผลตอบแทนเพิ่มเติม...ผมต้องบอกก่อนว่าไม่ได้จะมายกอาชีพของตัวเองให้ดูดีหรือให้สวยหรูแต่อย่างใด

เพื่อนๆลองนั่งคิดดูนะครับว่ามีกี่อาชีพที่เกี่ยวข้องในการช่วยเหลือผู้อื่นโดยมีหลักดังนี้ครับ คือ


1.เราทำงานเพื่อแลกเงินในการนำมาเลี้ยงและยังชีพเราแน่นอนอยู่แล้วทุกอาชีพครับ
2.นอกจากเงินเดือนแล้วในตัวของงานนั้นได้มีการช่วยเหลือผู้อื่นโดยที่ไม่ได้รับค่าตอบแทนเพิ่มเติมจากการทำงานหรือไม่


ตัวอย่างเช่น

1.พวกอาสากู้ภัยต่างๆ เขาอาจจะได้รับเงินหรือไม่ก็ตาม อาจจะได้ข้าวเป็นค่าแรงตอบแทน แต่ในตัวงานที่เขาทำนั้นช่วยเหลือผู้อื่นนอกจากตัวเขาเอง
2.คนกวาดถนน คนงานทำท่อระบายน้ำ เขาได้เงินตอบแทน คนใช้รถใช้ถนนที่สะอาด ฝนตกน้ำไหลสะดวกไม่ท่วมบ้านของชาวบ้าน
3.ทหาร ตำรวจ มีเงินเดือนประจำ ในตัวของงานเองดูแลความปรอดภัยให้กับประชาชน
4.หมอ มีเงินเดือน ช่วยเหลือช่วยชีวิตผู้อื่น
5.Unicef มูลนิธิต่างๆ ผมเคยเห็นมีการรับสมัครงานของ Unicef ครับ ได้เงินเดือน ส่วนตัวงานที่ทำช่วยเหลือเพื่อนร่วมโลกมากมาย
6.Sale Man หรือพวกฝ่ายขายต่างๆ ทำยอดให้กับบริษัท ตัวเองได้รับค่าตอบแทนเพิ่มเติม เจ้านายหรือเจ้าของได้กำไรมากมาย แต่ได้ช่วยเหลือใครบ้างไหมอาจจะต้องแยกตามประเภทกันไป
7.พนักงานบริษัท ทำงานได้รับเงินเดือน ในส่วนตัวงานก็แตกต่างกันออกไป


พอจะมองภาพกันออกไหมครับ แต่นี้คือความคิดเห็นส่วนตัวของผมคนเดียวนะครับ แล้วเพื่อนๆคิดว่ายังไงกันบ้างครับ ลองหามุมดีๆของงานที่เพื่อนๆทำอยู่นะ...ส่วนตัวแล้วงานที่ผมทำอยู่นั้นผมภูมิใจกับมันมากๆครับ ^^


อออออ...เกือบลืมไปครับถึงแม้ว่างานเราอาจจะไม่ได้ช่วยเหลือใคร...แต่เราก็สามารถนำเงินจากที่เราหามาได้แบ่งปันให้กับผู้อื่นได้นะครับ ไม่ว่าจะเป็นเงินหรือสิ่งของครับ

วันพุธที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2558

ความเข้าใจผิดของชาวพุทธ(ต่อ)

ความเข้าใจผิดของชาวพุทธ(ต่อ)


2.ชาวพุทธคิดว่าโทษต่างๆจากผลกรรมที่ตนรู้พระพุทธเจ้าเป็นผู้กำหนดโทษเหล่านั้น แต่ไม่ทราบว่าพระพุทธเจ้าไม่ใช่ผู้ที่กำหนดโทษต่างๆแต่ท่านทราบโทษที่เกิดจากกรรมเหล่านั้นแล้วนำมาบอกเฉยๆ ตัวอย่างเช่น ท่านบอกว่า ในสมัยนั้น มีบุคคลนี้ ทำกรรมชนิดนี้ไว้ เมื่อจากภพภูมินั้นไปแล้วได้เสวยกรรมอย่างไร แต่ยังไม่พบว่าถ้าเธอทำกรรมนี้เราจะให้เธอเสวยกรรมแบบนี้

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 596

เรื่องคูถขาทิเปรต

โดยสมัยนั้น   พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่    ณ พระเวฬุวันวิหาร
อันเป็นสถานที่พระราชทานเหยื่อแก่กระแต   เขตพระนครราชคฤห์    ครั้งนั้น
ท่านพระลักขณะ กับท่าน พระโมคคัลลานะ. . .
ท่านพระมหาโมคคัลลานะ กล่าวว่า  อาวุโส   ผมลงจากคิชฌกูฏบรรพต
เขตพระนครราชคฤห์นี้   ได้เห็นคูถขาทิเปรตชาย  ผู้จมอยู่ในหลุมคูถท่วมศีรษะ
กำลังเอามือทั้งสองกอบคูถกินอยู่ . . .
ครั้งนั้น   พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า  ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย. . . สัตว์นั้นเคยเป็นพราหมณ์ผู้ชั่วช้า    อยู่ในพระนครราชคฤห์ นี้เอง
ครั้งศาสนาพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า    พราหมณ์นั้น นิมนต์พระภิกษุสงฆ์ด้วย
ภัตตาหารแล้ว   เทคูถลงในรางจนเต็ม   สั่งคนให้ไปบอกภัตกาล   แล้วได้กล่าว
คำนี้ว่า   ขอท่านผู้เจริญทั้งหลาย   จงฉันอาหารและนำไปไห้พอแก่ความต้องการ
จากสถานที่นี้  ด้วยวิบากแห่งกรรมนั้น   เขาหมกไหม้ในนรก   หลายปี   หลาย
ร้อยปี  หลายพันปี  หลายแสนปี   แล้วได้ประสบอัตภาพเช่นนี้    ด้วยวิบากแห่ง
กรรมนั้นแหละ    ซึ่งยังเป็นส่วนเหลืออยู่    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    โมคคัลลานะ
พูดจริง  โมคคัลลานะไม่ต้องอาบัติ.

3.ชาวพุทธโดยเฉพาะคนไทยแยกระหว่างประเพณีและศาสนาไม่ออก จะเห็นได้จากทั่วๆไป ทอดกระฐิน ทอดผ้าป่า งานบุญต่างๆ โดยคิดว่ามันคือการทำบุญแต่ไม่รู้เลยว่าทำแล้วได้จริงไหม ศาสนาเราให้ทำหรือเปล่า สมมุติว่าเราอาศัยอยู่ในประเทศไทยมียาเสพติด แต่เราไม่รู้ว่ามันผิดกฎหมาย ถ้าเกิดเราเสพยาเสพติดนั้น ตำรวจจะจับเราไหม เช่นกัน ศาสนาพุทธละเอียดมาก "กรรม" ทำแล้วได้รับผลแน่นอนแต่อยู่ที่ว่าจะได้ผลที่ดีหรือไม่ดีครับ

****************************

ความเข้าใจผิดของชาวพุทธ

ความเข้าใจผิดของชาวพุทธ


ชาวพุทธเรามีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับศาสนาพุทธอยู่หลายอย่างด้วยกัน

1.ชาวพุทธมีความคิดว่าพระพุทธเจ้าเรามีพระองค์เดียว คือ ไม่ทราบว่ามีพระพุทธเจ้าเกิดขึ้นมาแล้วนับไม่ถ้วน อย่างพระพุทธเจ้าเราพระองค์นี้พระสมณโคดม พบเจอผู้ที่ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้ามาแล้ว 23 พระองค์ นับเฉพาะที่ท่านบำเพ็ญบารมีและถูกทำนายว่าจะเป็นพระพุทธเจ้าในวันข้างหน้า หรือถ้าผู้ใดที่ตั้งความปราถณาที่จะเป็นผู้ที่จะตรัสรู้ในอนาคตก็สามารถเป็นได้แต่ระยะเวลาในการบำเพ็ญบารมีก็จะยาวนานต่างกันออกไป

พระศาสดาได้รับพยากรณ์จากพระพุทธเจ้า  ๒๓  พระองค์

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๑ - หน้าที่ 116

๘. เรื่องสญชัย  [๘]

ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา  เมื่อประทับอยู่ในพระเวฬุวัน    ทรงปรารภความไม่มา
ของสญชัย      (ปริพาชก )     ซึ่งสองพระอัครสาวกกราบทูลแล้ว     ตรัส
พระธรรมเทศนานี้ว่า  "อสาเร   สารมติโน"  เป็นต้น.  อนุปุพพีกถา
ในเรื่องสญชัยนั้น  ดังต่อไปนี้:-

พระศาสดาได้รับพยากรณ์จากพระพุทธเจ้า  ๒๓  พระองค์

ความพิสดารว่า    ในที่สุด   ๔   อสงไขย     ยิ่งด้วยแสนกัลป์แต่กัลป์
นี้ไป  พระศาสดาของเราทั้งหลาย  เป็นกุมารของพราหมณ์นามว่าสุเมธะ
ในอมรวดีนคร    ถึงความสำเร็จศิลปะทุกอย่างแล้ว     โดยกาลล่วงไปแห่ง
มารดาและบิดา    ทรงบริจาคทรัพย์นับได้หลายโกฏิ     บวชเป็นฤษีอยู่ใน
หิมวันตประเทศ    ทำฌานและอภิญญาให้เกิดแล้ว   ไปโดยอากาศเห็นคน
ถางทางอยู่เพื่อประโยชน์เสด็จ   (ออก)   จากสุทัศนวิหาร   เข้าไปสู่อมร-
วดีนคร      แห่งพระทศพลทรงพระนามว่าทีปังกร      แม้ตนเองก็ถือเอา
ประเทศแห่งหนึ่ง,    เมื่อประเทศนั้น    ยังไม่ทันเสร็จ,    นอนทอดตนให้
เป็นสะพาน  ลาดหนังเสือเหลืองบนเปือกตม  เพื่อพระศาสดาผู้เสด็จมาแล้ว
ด้วยประสงค์ว่า      "ขอพระศาสดาพร้อมด้วยพระสงฆ์สาวก    ไม่ต้องทรง
เหยียบเปือกตม    จงทรงเหยียบเราเสด็จไปเถิด"    แต่พอพระศาสดาทอด
พระเนตรเห็น  ก็ทรงพยากรณ์ว่า   "ผู้นี้เป็นพุทธังกูร๑   จักเป็นพระพุทธ-
๑.  หน่อเนื้อ,   เชื้อสาย  แห่งพระพุทธเจ้า.

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๑ - หน้าที่ 117

เจ้าทรงพระนามว่าโคดม      ในที่สุด  ๔  อสงไขย     ยิ่งด้วยแสนกัลป์ใน
อนาคต,"    ในสมัยต่อมาแห่งพระศาสดาพระองค์นั้น    ก็ได้รับพยากรณ์
ในสำนักพระพุทธเจ้า  ๒๓  พระองค์      ซึ่งเสด็จอุบัติขึ้นส่องโลกให้สว่าง
เหล่านี้   คือ  พระโกณฑัญญะ  ๑   พระสุมังคละ ๑  พระสุมนะ ๑  พระ-
เรวตะ ๑    พระโสภิตะ ๑   พระอโนมทัสสี ๑   พระปทุมะ  ๑   พระ-
นารทะ  ๑  พระปทุมุตตระ ๑  พระสุเมธะ ๑   พระสุชาตะ ๑  พระปิย-
ทัสสี ๑   พระอัตถทัสสี ๑   พระธรรมทัสสี ๑  พระสิทธัตถะ ๑  พระ-
ติสสะ ๑    พระปุสสะ  ๑   พระวิปัสสี  ๑    พระสิขี  ๑    พระเวสสภะ  ๑
พระกกุสันธะ  ๑  พระโกนาคมนะ  ๑  พระกัสสปะ  ๑,"  ทรงบำเพ็ญ
บารมีครบ  ๓๐  คือบารมี  ๑๐  อุปบารมี  ๑๐  ปรมัตถบารมี   ๑๐  (ครั้ง)
ดำรงอยู่ในอัตภาพเป็นพระเวสสันดร  ให้มหาทาน  อันทำแผ่นดินให้ไหว
๗ ครั้ง   ทรงบริจาคพระโอรสและพระชายา.  ในที่สุดพระชนมายุ,  ก็ทรง
อุบัติในดุสิตบุรี   ดำรงอยู่ในดุสิตบุรีนั้น   ตลอดพระชนมายุ,  เมื่อเทวดา
ในหมื่นจักรวาลประชุมกันอาราธนาว่า

"ข้าแต่พระมหาวีระ   กาลนี้    เป็นกาลของพระ-
องค์,    ขอพระองค์  จงเสด็จอุบัติในพระครรภ์พระ-
มารดา    ตรัสรู้อมตบท    ยังโลกนี้กับทั้งเทวโลกให้
ข้ามอยู่."
ทรงเลือกฐานะใหญ่ ๆ    ที่ควรเลือก  ๕      เสด็จจุติจากดุสิตบุรีนั้นแล้ว ***
ทรงถือปฏิสนธิในศากยราชสกุล     อันพระประยูรญาติบำเรออยู่ด้วยมหา-
สมบัติในศากยสกุลนั้น     ทรงถึงความเจริญวัยโดยลำดับ     เสวยสิริราช-
สมบัติในปราสาททั้งสามอันสมควรแก่ฤดูทั้งสามดุจสิริสมบัติในเทวโลก.

***   ฐานใหญ่ที่ควรเลือก  ๕  คือ  ๑.  กาล   ๒.  ประเทศ  ๓.  ทวีป  ๔.  ตระกูล   ๕.  มารดา.

**************************

วันพุธที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2558

คนไทย

"ผมดีใจที่เห็นคนไทยรักและหวงแหนในพระพุทธศาสนา...แต่จะดีใจมากกว่านี้ถ้าคนไทยรู้สักนิดว่าศาสนาจริงๆสอนและให้ปฏิบัติตนอย่างไร"

วันพุธที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2558

Think Buddha ติ่งพุทธ

Think Buddha ติ่งพุทธ

ตอนนี้ผมไม่ได้เข้ามา Update Blog มากเท่าไหร่ครับ แต่ก็ได้สร้างเพจใน Facebook ขึ้นมา เพื่อที่จะหยิบยกกรณีที่เป็นข่าวและน่าสนใจมาเปรียบเทียบใส่กับหลักธรรมครับ

เพราะช่วงหลังๆมาเห็นข่าวเกี่ยวกับศาสนาแล้ว สื่อบางสื่อก็ให้ความเห็นไปต่างๆนาๆ โดยไม่ได้เอามาเปรียบเทียบกับหลักศาสนาจริงๆบ้างเลย จนบางครั้งอาจจะทำให้คนยิ่งเข้าใจผิดไปมากกว่าเดิม

ส่วนตัวผมก็ไม่ได้เก่งด้านศาสนาเลย แต่อย่างน้อยๆ สิ่งไหนที่เราได้ศึกษาผ่านมาบ้างก็อาจจะเป็นประโยชน์กับใครสักคน สองคนก็ยังดีครับ และน่าจะเป็นช่องทางที่สะดวกมากขึ้นครับ

ชื่อเพจ : Think Buddha ติ่งพุทธ
URL : https://www.facebook.com/pages/Think-Buddha-%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%98/317281148477156?ref=hl

เพื่อนๆคนไหนชอบก็ลองติดตามกันได้นะครับ ^____^

วันอังคารที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2557

มนุษย์โลก

มนุษย์โลก


ตั้งแต่ศึกษาพระธรรมมาผมว่าผมเข้าใจคำว่ากฏแห่งกรรมครับ คือ กรรมใดใครก่อกรรมนั้นตามสนอง ผู้ใดที่ทำกรรมอะไรไว้ ผู้นั้นจะได้กรรมนั้นแน่นอน นั้นคือระบบของธรรมชาติเราครับ ไม่ว่าจะทำบุญหรือทำบาปก็ตาม

ต้องบอกก่อนว่าบทความนี้เขียนจากที่ผมได้อ่านพวกข่าวต่างๆที่เห็นทาง facebook เกี่ยวกับสัตว์ครับ และผมเป็นคนหนึ่งที่เลี้ยงสัตว์และรักพวกมันครับ

ซึ่งก่อนหน้านี้ผมได้เห็นข่าวที่ว่ามีการฆ่าสัตว์และทรมานสัตว์จนตายมากมายหลายข่าว จนรู้สึกสลดใจมากๆ ในฐานะผู้เลี้ยงสัตว์คนหนึ่งเช่นกัน

ในทางธรรมนั้นผมเข้าใจว่าเป็นกรรมของพวกมันที่โดนกระทำอย่างนั้น เพราะถ้าพวกมันไม่เคยทำกรรมแบบนี้มาก่อนก็คงไม่โดนเขามากระทำคืนอย่างแน่นอน

ผมเคยฟังธรรมของพระองค์หนึ่งได้อธิบายคำว่า "มนุษย์โลก" เอาไว้ว่า โลกของผู้ที่มีจิตใจสูง ซึ่งจะสังเกตุได้จากการที่พระพุทธเจ้านั้นต้องตรัสรู้จากผู้ที่เป็นมนุษย์เท่านั้น

จากคำกล่าวของท่านนั้นทำให้ผมคิดว่าเมื่อเราเป็นมนุษย์ เป็นผู้ที่ถูกเรียกว่าผู้ที่มีจิตใจสูง เราน่าจะมีภาวะของความคิดในการเมตตาต่อสัตว์โลกทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นสัตว์เล็กหรือสัตว์ใหญ่ มีความยั้งคิดที่มากกว่านี้หรือไม่ ???

แต่ในความจริงแล้วเมื่อมาเทียบกับธรรมชาติแล้วแรงบีบครั้นเรื่องกรรมนั้นหนักมากครับ และจะวนเวียนตามสนองผู้ที่กระทำและถูกกระทำไปเรื่อยๆ ถ้าผู้นั้นไม่รู้จักคำว่า "อโหสิกรรม" ครับ


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ติกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 122

อธิบายทิฏฐิธรรมเวทนียกรรม

บรรดากรรม   ๑๑  อย่างนั้น    ในบรรดา  (ชวนะ)   จิต  ๗  ชวนะ
ชวนเจตนาดวงแรก ที่เป็นกุศลหรืออกุศล ในชวนวิถีแรก  ชื่อว่า ทิฏฐธรรม
เวทนียกรรม.
ทิฏฐธรรมเวทนียกรรมนั้น   ให้วิบากในอัตภาพนี้เท่านั้น    ที่เป็นกุศล
อำนวยวิบากในอัตภาพนี้  เหมือนกรรมของกากวฬิยเศรษฐีและปุณณกเศรษฐี
เป็นต้น    ส่วน   ที่เป็นอกุศล    (อำนวยผลในอัตภาพนี้)    เหมือนกรรมของ
นันทยักษ์   นันทมาณพ   นันทโคฆาต   ภิกษุโกกาลิกะ   พระเจ้าสุปปพุทธะ
พระเทวทัต     และนางจิญจมาณวิกา     เป็นต้น.     แต่เมื่อไม่สามารถให้ผล
อย่างนั้น   จะเป็นอโหสิกรรมไป   คือ  ถึงความเป็นกรรมที่ไม่มีผล  กรรมนั้น
พึงสาธกด้วยข้อเปรียบกับพรานเนื้อ.

อุปมาด้วยนายพรานเสือ

เปรียบเหมือนลูกศรที่นายพรานเนื้อ   เห็นเนื้อแล้วโก่งธนูยิงไป   ถ้า
ไม่พลาด    ก็จะทำให้เนื้อนั้นล้มลงในที่นั้นเอง  ลำดับนั้น  นายพรานเนื้อก็จะ
ถลกหนังเนื้อนั้นออก  เฉือนให้เป็นชิ้นน้อยชิ้นใหญ่  ถือเอาเนื้อไปเลี้ยงลูกเมีย
แต่ถ้าพลาด  เนื้อจะหนีไป   ไม่หันกลับมาดูทิศนั้นอีก   ฉันใด  ข้ออุปไมยนี้
ก็พึงทราบฉันนั้น.    อธิบายว่า    การกลับได้วาระแห่งวิบากของทิฏฐิธรรม
เวทนียกรรม    เหมือนกับลูกศรที่ยิงถูกเนื้อโดยไม่พลาด    การกลับกลายเป็น
กรรมที่ไม่มีผล  เหมือนลูกศรที่ยิงพลาดฉะนั้น  ฉะนี้แล.

อธิบายอุปปัชชเวทนียกรรม

ส่วนชวนเจตนาดวงที่ ๗  ที่ยังประโยชน์ให้สำเร็จ   ชื่อว่า  อุปปัชช
เวทนียกรรม.  อุปปัชชเวทนียกรรมนั้น     อำนวยผลในอัตภาพต่อไป  แต่

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ติกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 123

ในบรรดากุศลอกุศลทั้งสองฝ่ายนี้  อุปปัชชเวทนียกรรมในฝ่ายที่เป็นกุศล  พึง
ทราบด้วยสามารถแห่งสมาบัติ  ๘  ในฝ่ายที่เป็นอกุศล    พึงทราบด้วยสามารถ
แห่งอนันตริยกรรม ๕.  บรรดากรรมทั้งสองฝ่ายนั้น  ผู้ที่ได้สมาบัติ  ๘  จะเกิด
ในพรหมโลก ด้วยสมาบัติอย่างหนึ่ง. ฝ่ายผู้กระทำอนันตริยกรรม ๕ จะบังเกิด
ในนรกด้วยกรรมอย่างหนึ่ง.  สมาบัติที่เหลือ และกรรม (ที่เหลือ) จะถึงความ
เป็นอโหสิกรรมไปหนด  คือเป็นกรรมที่ไม่มีวิบาก.   แม้ความข้อนี้    พึงทราบ
ตามข้อเปรียบเทียบข้อแรกเทอญ.

อธิบายอปรปริยายเวทนียกรรม

ก็ชวนเจตนา ๕ ดวง  ที่เกิดขึ้นในระหว่าง แห่งชวนะ ๒ ดวง (ชวน
เจตนาดวงที่ ๑  และชวนเจตนาดวงที่ ๗)  ชื่อว่า อปรปริยายเวทนียกรรม.
อปรปริยายเวทนียกรรมนั้น   ได้โอกาสเมื่อใดในอนาคตกาล  เมื่อนั้น จะให้ผล
เมื่อความเป็นไปแห่งสังสารวัฏฏะยังมีอยู่    กรรมนั้นจะชื่อว่า  เป็นอโหสิกรรม
ย่อมไม่มี. กรรมทั้งหมดนั้นควรแสดงด้วย (เรื่อง) พรานสุนัข.  เปรียบเหมือน
สุนัขที่นายพรานเนื้อปล่อยไป เพราะเห็นเนื้อ จึงวิ่งตามเนื้อไป ทันเข้าในที่ใด
ก็จะกัดเอาในที่นั้นแหละ ฉันใด กรรมนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน   ได้โอกาสในที่ใด
ก็จะอำนวยผลในที่นั้นทันที.  ขึ้นชื่อว่าสัตว์  จะรอดพ้นไปจากกรรมนั้น   เป็น
ไม่มี.
.
.
.
.
**************************************

วันพุธที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2557

สัตว์ผู้มีบารมีบำเพ็ญไว้แล้วก็ยังหลงได้

สัตว์ผู้มีบารมีบำเพ็ญไว้แล้วก็ยังหลงได้



ในเรื่องบุรพกรรมของพระมหาโมคคัลลานะนั้นพอได้อ่านแล้วผมได้สะดุดกับคำของพระศาสดาที่ว่า

"สัตว์ผู้มีบารมีบำเพ็ญไว้แล้วแม้เห็นปานนั้น   ก็แตกกับมารดาบิดาได้"

ขนาดท่านผู้บำเพ็ญบารมีเพื่อที่จะเป็นสาวกก็ยังมีการหลงได้ แล้วเรานั้นได้ศึกษามากน้อยขนาดไหนที่จะได้ไม่หลงไปบ้างเลย  แต่ถ้าเมื่อรู้ว่าหลงแล้วจะสามารถกลับคืนหรือแก้ไขได้หรือไม่นั้นเป็นสิ่งที่สำคัญครับ


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๓ - หน้าที่ 99

พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า  " ภิกษุทั้งหลาย   บัดนี้    พวกเธอ
นั่งประชุมกันด้วยกถาอะไรหนอ ? " เมื่อภิกษุเหล่านั้น  กราบทูลว่า " ด้วย
กถาชื่อนี้   พระเจ้าข้า "  ดังนี้แล้วตรัสว่า   " ภิกษุทั้งหลาย  โมคคัลลานะ
มรณภาพไม่สมควรแก่อัตภาพนี้เท่านั้น,        แต่เธอถึงมรณภาพสมควรแท้
แก่กรรมที่เธอทำไว้ในกาลก่อน "    อันภิกษุทั้งหลายทูลถามว่า  " ก็บุรพ-
กรรมของท่านเป็นอย่างไร ?  พระเจ้าข้า "   ได้ตรัส  (อดีตนิทาน) อย่าง
พิสดาร (ดังต่อไปนี้) :-

บุรพกรรมของพระมหาโมคคัลลานะ

ดังได้สดับมา  ในอดีตกาล  กุลบุตรผู้หนึ่ง  เป็นชาวเมืองพาราณสี
ทำกิจต่าง ๆ มีตำข้าวและหุงต้มเป็นต้นเองทั้งนั้น      ปรนนิบัติมารดาบิดา.
ต่อมา  มารดาบิดาของเขา  พูดกะเขาว่า  " พ่อ เจ้าผู้เดียวเท่านั้น
ทำงานทั้งในเรือน  ทั้งในป่า  ย่อมลำบาก,    มารดาบิดาจักนำหญิงสาวคน
หนึ่งมาให้เจ้า,"    ถูกเขาห้ามว่า   ' คุณแม่และคุณพ่อ  ผมไม่ต้องการด้วย
หญิงสาวเห็นปานนั้น,    ผมจักบำรุงท่านทั้งสองด้วยมือของผมเอง   ตราบ
เท่าท่านทั้งสองยังมีชีวิตอยู่ "   ก็อ้อนวอนเขาแล้ว ๆ เล่า ๆ แล้วนำหญิง-
สาวมา (ให้เขา).

หญิงชั่วยุยงผัวฆ่ามารดาบิดา

หญิงนั้นบำรุงแม่ผัวและพ่อผัวได้เพียง ๒-๓ วันเท่านั้น    ภายหลัง
ก็ไม่อยากเห็นท่านทั้งสองนั้นเลย  จึงบอกสามีว่า  " ฉันไม่อาจอยู่ในที่แห่ง
เดียวกับมารดาบิดาของเธอได้ "  ดังนี้แล้ว   ติเตียน (ต่าง ๆ นานา) เมื่อ
สามีนั้นไม่เชื่อถ้อยคำของตน,   ในเวลาสามีไปภายนอก  ถือเอาปอ ก้านปอ
และฟองข้าวยาคู  ไปเรี่ยรายไว้ในที่นั้น ๆ (ให้รกรุงรังเลอะเทอะ)  สามีมา
แล้ว   ก็ถามว่า " นี้  อะไรกัน "   ก็บอกว่า " นี่  เป็นกรรมของคนแก่ผู้
บอดเหล่านี้,   แกทั้งสองเที่ยวทำเรือนทั่วทุกแห่งให้สกปรก. ฉันไม่อาจ
อยู่ในที่แห่งเดียวกันกับแกทั้งสองนั่นได้.

เชื่อเมียต้องเสียพ่อแม่

เมื่อหญิงนั้น    บ่นพร่ำอยู่อย่างนั้น.     สัตว์ผู้มีบารมีบำเพ็ญไว้แล้ว
แม้เห็นปานนั้น   ก็แตกกับมารดาบิดาได้.  เขาพูดว่า " เอาเถอะ, ฉันจักรู้
กรรมที่ควรทำแก่ท่านทั้งสอง "  ดังนี้แล้ว   เชิญมารดาบิดาให้บริโภคแล้ว
ก็ชักชวนว่า " ข้าแต่พ่อและแม่   พวกญาติในที่ชื่อโน้น    หวังการมาของ
ท่านทั้งสองอยู่.  ผมจัก  (พา) ไปในที่นั้น  "  ดังนี้แล้ว  ให้ท่านทั้งสองขึ้น
สู่ยานน้อยแล้วพาไป  ในเวลาถึงกลางดงลวงว่า    " คุณพ่อขอรับ  ขอพ่อ
จงถือเชือกไว้.  โคทั้งสองจักไปด้วยสัญญาแห่งปฏัก,  ในที่นี้มีพวกโจรซุ่ม
อยู่,  ผมจะลงไป "   ดังนี้แล้ว    มอบเชือกไว้ในมือของบิดา   ลงไปแล้ว
ได้เปลี่ยนเสียงทำให้เป็นเสียงพวกโจรซุ่มอยู่.

มารดาบิดาสิเนหาในบุตรยิ่งกว่าตน

มารดาบิดาได้ยินเสียงนั้น ด้วยสำคัญว่า " พวกโจรซุ่มอยู่ " จึงกล่าว
ว่า  " ลูกเอ๋ย   แม่และพ่อแก่แล้ว,   เจ้าจงรักษาเฉพาะตัวเจ้า  (ให้พ้นภัย)
เถิด."  เขาทำเสียงดุจโจร  ทุบตีมารดาบิดา  แม้ผู้ร้องอยู่อย่างนั้นให้ตาย
แล้ว   ทิ้งไว้ในดง  แล้วกลับไป.

ผลของกรรมชั่วตามสนอง

พระศาสดา ครั้นตรัสบุรพกรรมนี้ของพระมหาโมคคัลลานะนั้นแล้ว
ตรัสว่า  " ภิกษุทั้งหลาย  โมคคัลลานะ  ทำกรรมประมาณเท่านี้ไหม้ใน
นรกหลายแสนปี, ด้วยวิบากที่ยังเหลือ จึงถูกทุบตีอย่างนั้นนั่นแล  ละเอียด
หมด ถึงมรณะ สิ้น ๑๐๐ อัตภาพ,   โมคคัลลานะ ได้มรณะอย่างนี้ ก็พอ
สมแก่กรรมของตนเองแท้.    พวกเดียรถีย์ ๕๐๐ กับโจร ๕๐๐  ประทุษ-
ร้ายต่อบุตรของเราผู้ไม่ประทุษร้าย  ก็ได้มรณะที่เหมาะ (แก่กรรมของเขา)
เหมือนกัน,    ด้วยว่า  บุคคลผู้ประทุษร้ายต่อบุคคลผู้ไม่ประทุษร้าย  ย่อม
ถึงความพินาศฉิบหายด้วยเหตุ  ๑๐  ประการเป็นแท้  "  ดังนี้แล้ว   เมื่อจะ
ทรงสืบอนุสนธิแสดงธรรม  จึงได้ทรงภาษิตพระคาถาเหล่านี้ว่า

๗.  โย  ทณฺเฑน  อทณฺเฑนสุ         อปฺปทุฏฺเสุ  ทุสฺสติ
ทสนฺนมญฺตร  าน             ขิปฺปเมว  นิคจฺฉติ
เวทน  ผรุส  ชานึ                   สรีรสฺส  จ  เภทน
ครุก  วาปิ   อาพาธ               จิตฺตกฺเขป  ว ปาปุเณ
ราชฺโต  วา  อุปสคฺค               อพฺภกฺขาน  ว  ทารุณ
ปริกฺขย  ว   ญาตีน                 โภคาน ว ปภงฺคุณ
อถ  วาสฺส อคารานิ                อคฺคิ  ฑหติ  ปาวโก
กายสฺส  เภทา  ทุปฺปญฺโ        นิรย  โส  อุปปชฺชติ.

" ผู้ใด    ประทุษร้ายในท่านผู้ไม่ประทุษร้ายทั้ง
หลาย ผู้ไม่มีอาชญา  ด้วยอาชญา  ย่อมถึงฐานะ  ๑๐
อย่าง   อย่างใดอย่างหนึ่งพลันทีเดียว  คือ   ถึงเวทนา
กล้า ๑  ความเสื่อมทรัพย์ ๑   ความสลายแห่งสรีระ ๑
อาพาธหนัก  ๑ ความฟุ้งซ่านแห่งจิต  ๑  ความขัดข้อง
แต่พระราชา ๑  การถูกกล่าวตู่อย่างร้ายแรง ๑  ความ
ย่อยยับแห่งเครือญาติ  ๑   ความเสียหายแห่งโภคะ
ทั้งหลาย ๑  อีกอย่างหนึ่ง   ไฟป่าย่อมไหม้เรือนของ
เขา,   ผู้นั้นมีปัญญาทราม  เพราะกายแตก    ย่อมเข้า
ถึงนรก."

*********************************************

วันพุธที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

นิพพานเพื่ออะไร ???

นิพพานเพื่ออะไร ???



เมื่อประมาณอาทิตย์ก่อนหน้านี้ผมได้อ่าน ลักษณะของมหาบุรุษ (มหาปุริสลักษณะ) และก็คิดว่าจะเขียนเรื่องยังไงดีนะ แต่พอมาวันนี้ผมได้อ่านข่าวหนึ่งของ www.sanook.com เลยได้จังหวะที่จะนำมาให้ศึกษากันครับ

http://news.sanook.com/1640105/%E0%B8%81%E0%B8%AD.%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%99.%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9E%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%89%E0%B8%B2/

สรุปข่าวนะครับ ประมาณว่ามีผู้อวดอ้างว่าตัวเองเป็นพระพุทธเจ้ากลับชาติมาเกิด ที่ประเทศกัมพูชา และที่สำคัญครับในข่าวระบุว่ามีคนไทยและคนกัมพูชาหลงเชื่อมากมายครับ ทั้งๆที่เรียกตัวเองว่าเป็นชาวพุทธครับ

ให้คิดง่ายๆนะครับการนิพพานคือการที่ไม่กลับมา เกิด อีก ซึ่งชาวพุทธน่าจะเข้าใจกันดี แต่ว่าทำไม่มีผู้มาอวดอ้างว่าตัวเองเป็นพระพุทธเจ้ากลับชาติมาเกิด กลับหลงเชื่อกันมากมาย

ถ้าเป็นคุณพยายามปฏิบัติเพื่อการดับหรือการหลุดพ้น แต่คุณต้องกลับมา เวียนว่ายตายเกิดอีก คุณจะเอาไหมครับ ต้องมาทนทุกข์ทรมานอีก การที่เราศึกษาพระธรรมจริงๆนั้นก็จะช่วยให้เราไม่โดนหลอกง่ายๆ ในเรื่องพวกนี้ด้วยนะครับ

และอีก 1 สิ่งที่น่าจะเป็นข้อสังเกตุที่ดี คือ พระพุทธเจ้าเรานั้นมีลักษณะ มหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการ ซึ่งท่านได้สั่งสมบุญบารมีมานานมากๆๆๆๆๆๆๆๆ จนถึงชาติที่ท่านจะได้ตรัสรู้ ซึ่งดูจากรูปของบุคคลที่อวดอ้างในรูปแล้วนั้นไม่น่าจะใกล้เคียงครับ

คือถ้าพูดง่ายๆอย่างน้อยผู้ที่มีลักษณะ มหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการ ต้องรูปร่างหน้าตาดีมากๆ ครับ


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 234

[๕๘๘]  ครั้งนั้นแล    อุตตรมาณพได้มีความคิดว่า   พระสมณโคดม
ทรงประกอบด้วยมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการ    อย่ากระนั้นเลย    เราพึงติด
ตามพระสมณโคดม    พึงดูพระอิริยาบถของพระองค์เถิด    ครั้งนั้นแล   อุตตร
มาณพได้ติดตามพระผู้มีพระภาคเจ้าไปตลอด  ๗  เดือน      ดุจพระฉายาติดตาม
พระองค์ไปฉะนั้น.    ครั้งนั้นอุตตรมาณพได้เที่ยวจาริกไปทางเมืองมิถิลา    ใน
วิเทหชนบทโดยล่วงไป ๗ เดือน    เมื่อเที่ยวจาริกไปโดยลำดับ     ได้เข้าไปหา
พรหมณ์ที่เมืองมิถิลาไหว้พรหมายุพราหมณ์แล้ว   จึงนั่ง  ณ  ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง
ครั้นแล้ว    พรหมายุพราหมณ์ได้ถามว่า   พ่ออุตตรมาณพ   กิตติศัพท์ของท่าน
พระโคดมพระองค์นั้น    ขจรไปแล้วเป็นจริงอย่างนั้นไม่เป็นอย่างอื่นหรือ    ก็
ท่านพระโคดมพระองค์นั้นเป็นเช่นนั้นไม่เป็นเช่นอื่นแลหรือ.

มหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการ

[๕๘๙]  อุตตรมาณพตอบว่า   ข้าแต่ท่านผู้เจริญ   กิตติศัพท์ของท่าน
พระโคดมพระองค์นั้น    ขจรไปแล้วเป็นจริงอย่างนั้น   ไม่เป็นอย่างอื่น  และท่าน
พระโคดมพระองค์นั้นเป็นเช่นนั้นจริง      ไม่เป็นอย่างอื่น     ข้าแต่ท่านผู้เจริญ
ท่านพระโคดมพระองค์นั้น  ทรงประกอบด้วยมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการคือ
๑.    ท่านพระโคดมพระองค์นั้นมีพระบาทประดิษฐานอยู่
ด้วยดี   แม้ข้อนี้ก็เป็นมหาปุริสลักษณะแห่งมหาบุรุษ   ของท่านพระ-
โคดมพระองค์นั้น
๒.    มีลายจักรอันมีกำพันหนึ่ง  มีกงพันหนึ่ง   มีดุมพันหนึ่ง
บริบูรณ์ด้วยอาการทั้งปวง   เกิดภายใต้ฝ่าพระบาททั้งสอง
๓.    ทรงมีพระส้นยาว
๔.    ทรงมีพระองคุลียาว
๕.    ทรงมีฝ่าพระหัตถ์และฝ่าพระบาทอ่อนนุ่ม
๖.     ทรงมีฝ่าพระหัตถ์และฝ่าพระบาทเป็นลายตาข่าย
๗.    ทรงมีพระบาทสูงนูน
๘.    พระมีพระชงฆ์เรียวดังแข้งเนื้อทราย
๙.    ทรงประทับยืนตรง ไม่ค้อมลง  ฝ่าพระหัตถ์ทั้งสองลูบ
คลำพระชานุมณฑลทั้งสองได้
๑๐.   ทรงมีพระคุยหฐานเร้นอยู่ในฝัก
๑๑.   ทรงมีพระฉวีรรณดังทองคำ
๑๒.  ทรงมีพระฉวีละเอียดดังผิวทองคำเพราะทรงมีพระฉวี
ละเอียดฝุ่นละอองไม่ติดพระกาย
๑๓.   ทรงมีพระโลมาขุมละเส้น
๑๔.  ทรงมีพระโลมาปลายงอนขึ้นเบื้องบนทุกเส้น  สีเขียว
ดังดอกอัญชัน  ขอเป็นมณฑลทักษิณาวัฏ
๑๕.   ทรงมีพระกายตรงดังกายพรหม
๑๖.   ทรงมีพระกายเต็มในที่  ๗ แห่ง
๑๗.  มีพระกายเต็มดังกึ่งกายเบื้องหน้าแห่งสีหะ
๑๘.  ทรงมีพระปฤษฎางค์เต็ม
๑๙.    ทรงมีปริมณฑลดังต้นนิโครธ   มีพระกายกับวาเท่ากัน
๒๐.  ทรงมีพระศอกลมเสมอ
๒๑.   ทรงมีเส้นประสาทสำหรับรับรสหมดจดดี
๒๒.  ทรงมีพระหนุดังคางราชสีห์
๒๓.  ทรงมีพระทนต์  ๔๐  ซี่
๒๔.  ทรงมีพระทนต์เสมอ
๒๕.  ทรงมีพระทนต์ไม่ห่าง
๒๖.  ทรงมีพระทาฐาอันขาวงาม
๒๗.  ทรงมีพระชิวหาใหญ่ยาว
๒๘.  ทรงมีพระสุรเสียงดังเสียพรหม
๒๙.  ทรงมีพระเนตรดำสนิท
๓๐.   ทรงมีดวงพระเนตรดังตาโค
๓๑.   ทรงมีพระอุณาโลมขาวละเอียดอ่อนดังสำลี       เกิด
ระหว่างพระโขนง
๓๒.  มีพระเศียรกลมเป็นปริมณฑลดังประดับด้วยกรอบ
พระพักตร์.
.
.
.

********************************************

ขอขอบคุณข่าวจาก www.sanook.com ไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ  ^___________^

วันพุธที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

เราควรโทษใคร ???

เราควรโทษใคร ???



ก่อนหน้านี้มีเรื่องแม่ชีท่านหนึ่งที่โดนวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการใช้ของที่ดูแล้วหรูหราเกินสถานะเกินไปตามที่เป็นข่าวครับ

ผมมี 1 ข้อคิดให้ลองคิดเปรียบเทียบง่ายๆนะครับ

เราทราบดีว่าก่อนพระพุทธเจ้าเราจะตัดสินใจออกผนวชนั้นท่านเป็นทายาทกษัตริย์ และได้ถูกทำนายตั้งแต่ประสูติว่า ถ้าออกผนวชจะได้เป็นพระศาสดา และถ้าครองเรือนจะเป็นมหาราชผู้ยิ่งใหญ่ สุดท้ายตามประวัติท่านก็สละทุกอย่างเพื่อออกผนวช ไม่ว่าจะเป็นราชสมบัติ หรือแม้กระทั้งพระมเหสีและพระราชบุตร

พอท่านได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ผมขอใช้คำง่ายๆนะครับว่าท่านก็มีลูกศิษย์มากมาย มีทั้งพ่อค้า มีทั้งเศรษฐี จนถึงระดับกษัตริย์ของเมืองต่างๆ

เราลองคิดดูง่ายๆนะครับว่าถ้าท่านบวชเพื่อหาเงิน หาทอง หาสมบัติ ท่านจะได้มากมายขนาดไหนครับ
ขนาดแค่พระผู้ใหญ่ในบ้านเรายังมีเงินเก็บเป็นหลายๆล้านก็ยังมี

อีก 1 มุมมองครับ

แล้วพวกเราละครับจะขนสมบัติไปให้พระกันมากมายขนาดไหน  ทั้งๆที่ท่านเหล่านั้นบวชมาในศาสนานี้เพื่อสละสิ่งเหล่านี้เพื่อการหลุดพ้นและพระศาสดาห้ามไม่ให้รับด้วยตามพระวินัย

สิ่งเหล่านี้เราอาจจะคิดว่าดี คิดว่าถูกในความเห็นของหลายๆคน  และมันเลยกลายเป็นเรื่องธรรมดาและเคยชินในการรับสิ่งของมีค่า เช่น เงิน ทอง ที่ดิน ของพระไปโดยธรรมดาเช่นกัน

พอเราทำกันมาเป็นเวลานานๆ โดยไม่ได้รู้ข้อมูลที่แท้จริงก็มีการผิดเพี้ยนไป  อย่างเช่น  มีเกมส์หนึ่งที่ผมเคยเล่นตอนเด็กในชั่วโมงเรียน  ที่ให้คนมาต่อแถวกันและส่งข้อความผ่านกันโดยการกระซิบบอกต่อคนข้างๆไปเรื่อยๆ  และห้ามให้คนอื่นได้ยินจนถึงคนสุดท้าย  และสุดท้ายแล้วข้อมูลจากปากต่อปากก็ผิดเพี้ยนไปมากมาย

ในกรณีของเรา

จาก ทวด มาสู่ ปู่-ย่า-ตา-ยาย
จาก ปู่-ย่า-ตา-ยาย มาสู่ พ่อ-แม่
จาก พ่อ-แม่  มาสู่  พวกเรา

ทวด ------> ปู่-ย่า-ตา-ยาย ------> พ่อ-แม่ ------> พวกเรา

ลองคิดดูนะครับว่าผ่านมา 2557 ปีแล้ว จะยิ่งผิดเพี้ยนไปมากขนาดไหน และมันควรถึงเวลาที่เราควรจะย้อนกลับไปศึกษาข้อมูลที่แท้จริงจากพระไตรปิฏกกันหรือยัง ดีกว่าที่จะทำตามๆกัน โดยไม่ได้รับรู้ข้อมูลที่แท้จริงบ้างเลย

และถ้าวันนี้หรือวันต่อๆไปจะมีข่าวการประพฤติตนไม่เหมาะสมของพระออกมาเรื่อยๆ  ก็อย่าไปโทษแต่พระเลยครับ  เราลองมองดูตัวเราก่อนครับว่าเราปฏิบัติตนต่อพระถูกต้องตามที่พระพุทธเจ้าสั่งและสอนไว้ในฐานะที่เราเป็นชาวพุทธแล้วหรือยัง ???

ฝากให้คิดกันนะครับ


พระไม่สามารถรับเงิน ทอง สิ่งของที่มีค่า หรือแม้กระทั้งซื้อของเองได้

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๙  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑ ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค
จุลศีล
 [๑๐๓] ดูกรมหาบพิตร อย่างไร ภิกษุจึงชื่อว่าเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีล.
             
             ๑๓. เธอเว้นขาดจากการรับทองและเงิน.
             ๑๔. เธอเว้นขาดจากการรับธัญญาหารดิบ.
             ๑๕. เธอเว้นขาดจากการรับเนื้อดิบ.
             ๑๖. เธอเว้นขาดจากการรับสตรีและกุมารี.
             ๑๗. เธอเว้นขาดจากการรับทาสีและทาส.
             ๑๘. เธอเว้นขาดจากการรับแพะและแกะ.
             ๑๙. เธอเว้นขาดจากการรับไก่และสุกร.
             ๒๐. เธอเว้นขาดจากการรับช้าง โค ม้า และลา.
             ๒๑. เธอเว้นขาดจากการรับไร่นาและที่ดิน.
             .
             .
     .

********************************************

พระไม่สามารถให้คนอื่นรับเงิน ทอง แทนตนหรือเก็บไว้ให้ตนได้

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒  พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๒ มหาวิภังค์ ภาค ๒

พระบัญญัติ
             ๓๗. ๘. อนึ่ง ภิกษุใด รับก็ดี ให้รับก็ดี ซึ่งทอง เงิน หรือยินดีทอง เงินอันเขาเก็บไว้ให้, เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์.

********************************************

วันอังคารที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

คิดแบบเหตุผล

คิดแบบเหตุผล



ปฏิเสธไม่ได้จริงๆครับว่าเมืองพุทธอย่างประเทศเรานั้นมีผู้ยึดติดกับสิ่งต่างๆที่เรียกว่า เครื่องรางของขลัง หรือการสักยันต์ ลงของต่างๆ มากมาย  ซึ่งของเหล่านี้อยู่นอกศาสนาพุทธเราครับ  แต่จากที่ได้ศึกษาประวัติศาสตร์เรามาก็ไม่แปลกที่จะมีสิ่งเหล่านี้เข้ามาปนในศาสนาเราครับ

โดยทั่วไปแล้วคนเหล่านั้นมีความเชื่อว่าจะช่วยให้ตนเองไม่เจ็บ ไม่ป่วย หนังเหนียว อยู่ยงคงกระพัน ฟังแทงไม่เข้า หรือเพื่อศิริมงคลครับ

แต่ถ้าเราได้ศึกษาพระธรรมจะทราบว่า

พระพุทธเจ้า ที่เป็นเอกของโลกก็ยังมีการอาพาธ หรือมีการบาดเจ็บพระโลหิตห้อ
พระสารีบุตร ผู้ที่เป็นถึงอัครสาวกเบื้องขวาก็ยังอาพาธจนมรณภาพ
พระโมคคัลลานะ ผู้ที่เป็นอัครสาวกเบื้องซ้ายที่เป็นผู้มีฤทธิ์มากก็ถูกคนทุบจนมรณภาพไป

ทุกวันนี้คนอ้างการใช้เหตุผลในการเชื่อและตัดสินใจ อยากให้ลองใช้เหตุผลกับเรื่องนี้ดูนะครับว่าคิดเห็นกันเช่นไรบ้างครับ


พระวินัยปิฎก จุลวรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้าที่ 293
พระเทวทัตทำโลหิตุปบาท

[๓๗๒]  สมัยนั้น     พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จจงกรมอยู่  ณ  เขาคิชฌ-
กูฏบรรพต   ครั้งนั้น   พระเทวทัตขึ้นสู่คิชฌกูฏบรรพต   แล้วกลิ้งศิลากอันใหญ่
ด้วยหมายใจว่า  จักปลงพระชนม์พระสมณโคดมด้วยศิลานี้   ยอดบรรพตทั้งสอง
น้อมมารับศิลานั้นไว้   สะเก็ดกระเด็นจากศิลานั้นต้องพระบาทของพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้า  ทำพระโลหิตให้ห้อขึ้นแล้วขณะนั้น  พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแหงนขึ้น
ไปได้ตรัสกะพระเทวทัตว่า   ดูก่อนโมฆบุรุษ   เธอสั่งสมบาปมิใช่บุญไว้มากนัก
เพราะมีจิตคิดประทุษร้าย   มีจิตคิดฆ่ายังโลหิตของตถาคตให้ห้อขึ้น   ลำดับนั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    นี้จัดเป็น
อนันตริยกรรมข้อที่  ๑  ที่เทวทัตสั่งสมแล้ว    เพราะเธอ    มีจิตคิดประทุษร้าย
มีจิตคิดฆ่า   ทำโลหิตของตถาคตให้ห้อขึ้น
.
.
.

********************************************

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ - หน้าที่ 423
๓.  จุนทสูตร
ว่าด้วยการปรินิพพานของพระสารีบุตร

[๗๓๓]  สมัยหนึ่ง    พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่   ณ  พระวิหาร
เชตวัน  อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี  ใกล้กรุงสาวัตถี. ก็ในสมัยนั้น  ท่าน
พระสารีบุตรอยู่   ณ  บ้านนาลกคาม   ในแคว้นมคธ   อาพาธ   เป็นไข้หนัก
ได้รับทุกขเวทนา.  สามเณรจุนทะเป็นอุปัฏฐากของท่าน.   ครั้งนั้น  ท่านพระ-
สารีบุตรปรินิพพานด้วยอาพาธนั่นแหละ.
.
.
.

********************************************

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๓ - หน้าที่ 96
พระเถระถูกพวกโจรทุบ

พระเถระ(พระมหาโมคคัลลานเถระ)   ทราบความที่ตนถูกพวกโจรเหล่านั้นล้อมแล้ว    จึงออก
ไปทางช่องลูกกุญแจหลีกไปเสีย.   ในวันนั้น   พวกโจรนั้น  มิได้เห็นพระ-
เถระ.  วันรุ่งขึ้น  จึงไปล้อม (อีก).
พระเถระทราบแล้ว    ก็ทำลายมณฑลช่อฟ้าเหาะไปสู่อากาศ.    เมื่อ
เป็นเช่นนี้   ในเดือนแรกก็ดี  ในเดือนท่ามกลางก็ดี  พวกเดียรถีย์นั้น   ก็
มิได้อาจจับพระเถระได้.   แต่เมื่อมาถึงเดือนสุดท้าย.  พระเถระทราบภาวะ
คือการชักมาแห่งกรรมอันตนทำไว้เเล้ว   จึงมิได้หลบเลี่ยง.
พวกโจรไปจับพระเถระได้แล้ว        ทุบกระดูกทั้งหลายของท่านให้
(แตกยับเป็นชิ้นน้อย)   มีประมาณเท่าเมล็ดข้าวสารหัก.   ทีนั้น  พวกโจร
เหวี่ยงท่านไปที่หลังพุ่มไม้เเห่งหนึ่ง  ด้วยสำคัญว่า ' ตายแล้ว.'  ก็หลีกไป.
.
.
.

********************************************

ไม่เที่ยง เปลี่ยนแปลง

ไม่เที่ยง เปลี่ยนแปลง



สวัสดีครับหลังจากไม่ได้เข้ามา Update Blog นาน พอเข้ามาก็ตกใจว่ามีผู้ติดตามด้วยหรอเนี่ย ดีใจมากครับ

ในช่วงที่ผ่านมานั้นชีวิตผมมีการเปลี่ยนแปลงไปมากมายครับ จนทำให้นึกถึงคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ว่า ทุกสิ่งไม่เที่ยง ทุกสิ่งล้วนเปลี่ยนแปลง และการพลัดพรากจากของรักเป็นเรื่องธรรมดา ครับ


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ - หน้าที่ 423
๓.  จุนทสูตร
ว่าด้วยการปรินิพพานของพระสารีบุตร

[๗๓๓]  สมัยหนึ่ง    พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่   ณ  พระวิหาร
เชตวัน  อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี  ใกล้กรุงสาวัตถี. ก็ในสมัยนั้น  ท่าน
พระสารีบุตรอยู่   ณ  บ้านนาลกคาม   ในแคว้นมคธ   อาพาธ   เป็นไข้หนัก
ได้รับทุกขเวทนา.  สามเณรจุนทะเป็นอุปัฏฐากของท่าน.   ครั้งนั้น  ท่านพระ-
สารีบุตรปรินิพพานด้วยอาพาธนั่นแหละ.

[๗๓๔]  ครั้งนั้น      สามเณรจุนทะถือเอาบาตรและจีวรของท่านพระ-
สารีบุตร  เข้าไปหาพระอานนท์ยังพระวิหารเชตวัน  อารามของท่านอนาถบิณ-
ฑิกเศรษฐี  ใกล้กรุงสาวัตถี  นมัสการท่านพระอานนท์แล้ว   จึงนั่ง  ณ ที่ควร
ส่วนข้างหนึ่ง      ครั้นแล้วได้กล่าวกะท่านพระอานนท์ว่า     ข้าแต่ท่านผู้เจริญ
ท่านพระสารีบุตรปรินิพพานแล้ว  นี้บาตรและจีวรของท่าน.  ท่านพระอานนท์
กล่าวว่า  ดูก่อนอาวุโสจุนทะ   นี้เป็นมูลเรื่องที่จะเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า    มีอยู่
มาไปกันเถิด   เราจักเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า    แล้วกราบทูลเนื้อความนั้น
แด่พระองค์.  สามเณรจุนทะรับคำของท่านพระอานนท์แล้ว.

[๗๓๕]  ครั้งนั้น ท่านพระอานนท์กับสามเณรจุนทะ  เข้าไปเฝ้าพระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ   ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วนั่ง   ณ  ที่ควร
ส่วนข้างหนึ่ง  ครั้นแล้ว  ท่านพระอานนท์ได้กราบทูลว่า  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
สามเณรจุนทะรูปนี้  ได้บอกอย่างนี้ว่า   ท่านพระสารีบุตรปรินิพพานแล้ว    นี้
บาตรและจีวรของท่าน   ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ   กายของข้าพระองค์ประหนึ่งจะ
งอมงมไป  แม้ทิศทั้งหลายก็ไม่ปรากฏแก่ข้าพระองค์   แม้ธรรมก็ไม่แจ่มแจ้งแก่
ข้าพระองค์   เพราะได้ฟังว่า  ท่านพระสารีบุตรปรินิพพานแล้ว.

[๗๓๖]  พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามว่า  ดูก่อนอานนท์  สารีบุตรพา
เอาศีลขันธ์  สมาธิขันธ์   ปัญญาขันธ์  วิมุตติขันธ์  หรือวิมุตติญาณทัสสนขันธ์
ปรินิพพานไปด้วยหรือ.
ท่านพระอานนท์กราบทูลว่า   หามิได้  พระเจ้าข้า   ท่านพระสารีบุตร
มิได้พาศีลขันธ์ปรินิพพานไปด้วย ฯลฯ  มิได้พาวิมุตติญาณทัสสนขันธ์ปริ-
นิพพานไปด้วย.  ก็แต่ว่าท่านพระสารีบุตรเป็นผู้กล่าวสอนให้รู้ชัดแสดงให้เห็น
แจ้ง   ให้สมาทาน   ให้อาจหาญ   ให้รื่นเริง   ไม่เกียจคร้านในการแสดงธรรม
อนุเคราะห์เพื่อนพรหมจารีทั้งหลาย   ข้าพระองค์ทั้งหลายมาตามระลึกถึงโอชะ
แห่งธรรม  ธรรมสมบัติและการอนุเคราะห์ด้วยธรรมนั้นของท่านพระสารีบุตร.

[๗๓๗]   พ.  ดูก่อนอานนท์   ข้อนั้น    เราได้บอกเธอทั้งหลายไว้ก่อน
แล้วไม่ใช่หรือว่า   จักต้องมีความเป็นต่าง ๆ  ความพลัดพราก   ความเป็นอย่าง
อื่น. จากของรักของชอบใจทั้งสิ้น   เพราะฉะนั้น   จะพึงได้ในของรักชอบใจนี้
แต่ที่ไหน.    สิ่งใดเกิดแล้ว     มีแล้ว     ปัจจัยปรุงแต่งแล้ว     มีความทำลายเป็น
ธรรมดา  การปรารถนาว่า   ขอสิ่งนั้นอย่าทำลายไปเลย   ดังนี้    มิใช่ฐานะที่จะ
มีได้.

[๗๓๘]  ดูก่อนอานนท์   เปรียบเหมือนเมื่อต้นไม้ใหญ่  มีแก่น  ตั้งอยู่
ลำต้นใดซึ่งใหญ่กว่า   ลำต้นนั้นพึงทำลายลง   ฉันใด    เมื่อภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่
ซึ่งมีแก่น  ดำรงอยู่  สารีบุตรปรินิพพานแล้ว   ฉันนั้นเหมือนกัน  เพราะฉะนั้น
จะพึงได้ในข้อนี้แต่ที่ไหน.    สิ่งใดเกิดแล้ว    มีแล้ว     ปัจจัยปรุงแต่งแล้ว     มี
ความทำลายเป็นธรรมดา   การปรารถนาว่า   ขอสิ่งนั้นอย่าทำลายไปเลย   ดังนี้
มิใช่ฐานะที่จะมีได้.   เพราะฉะนั้นแหละ.   เธอทั้งหลายจงมีตนเป็นเกาะ   มีตน
เป็นที่พึ่ง  อย่ามีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง   คือ   มีธรรมเป็นเกาะ  มีธรรมเป็นที่พึ่ง  อย่า
มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งอยู่เถิด.

[๗๓๙]  ดูก่อนอานนท์  ภิกษุมีตนเป็นเกาะ  มีตนเป็นที่พึ่ง  ไม่มีสิ่ง
อื่นเป็นที่พึ่ง   คือ   มีธรรมเป็นเกาะ   มีธรรมเป็นที่พึ่ง   ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง
อยู่อย่างไร.   ภิกษุในธรรมวินัยนี้   ย่อมพิจารณาเห็นกายในกายอยู่    มีความ
เพียร  มีสัมปชัญญะ  มีสติ  กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสีย.  ย่อมพิจารณา
เห็นเวทนาในเวทนาอยู่ ...  ย่อมพิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่ ...   ย่อมพิจารณา
เห็นธรรมในธรรมอยู่   มีความเพียร  มีสัมปชัญญะ    มีสติ   กำจัดอภิชฌาและ
โทมนัสในโลกเสีย.  ดูก่อนอานนท์   ภิกษุมีตนเป็นเกาะ.   มีตนเป็นที่พึ่ง  ไม่มี
สิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง  คือ  มีธรรมเป็นเกาะ.  มีธรรมเป็นที่พึ่ง  ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง
อยู่อย่างนี้แล.

[๗๔๐]  ดูก่อนอานนท์   ก็ภิกษุพวกใดพวกหนึ่ง   ในบัดนี้ก็ดี   ใน
กาลที่เราล่วงไปก็ดี  จักเป็นผู้มีตนเป็นเกาะ   มีตนเป็นที่พึ่ง  ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่
พึ่ง  คือ  มีธรรมเป็นเกาะ   มีธรรมเป็นที่พึ่ง   ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งอยู่   พวก
ภิกษุเหล่านี้นั้นที่เป็นผู้ใคร่ต่อการศึกษา   จักเป็นผู้เลิศ.

จบจุนทสูตรที่  ๓

********************************************

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 322
พระปัจฉิมวาจา

[๑๔๓]  ลำดับนั้น       พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   บัดนี้ เราขอเตือนพวกเธอว่า  สังขารทั้งหลายมีความเสื่อม
ไปเป็นธรรมดา  พวกเธอจงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด.    นี้เป็นพระ-
ปัจฉิมวาจาของพระตถาคต.

********************************************

วันจันทร์ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2556

สติและพิจารณา

สติและพิจารณา


ในเหตุการณ์บ้านเมืองที่เกิดขึ้นในขณะนี้หลักคำสอนของพระพุทธเจ้าที่น่าจะนำมาใช้และทุกคนน่าจะรู้จักดีก็คือ สติ และ หลักกาลามสูตร 10 ครับ
ยิ่งในสมัยที่เทคโลโนยีก้าวหน้ารวดเร็วอย่างนี้ข้อมูลต่างๆที่ได้มา ถ้าคนที่รับฟังไม่ได้กรองความเป็นจริงและหาข้อมูลหลักฐานความจริงมาประกอบแล้ว พวกเราอาจจะตกเป็นเครื่องมือของกลุ่มคนที่ไม่หวังดีก็เป็นไปได้ครับ

กาลามสูตร 10

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๐  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๒ อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต

 [๕๐๕] ๖๖. สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเสด็จจาริกไปในโกศลชนบท
พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ เสด็จถึงนิคมของพวกกาลามะชื่อว่า เกสปุตตะ
พวกชนกาลามโคตร ชาวเกสปุตตนิคมได้สดับข่าวมาว่า พระสมณโคดมศากยบุตร
ทรงผนวชจากศากยสกุลแล้ว เสด็จมาถึงเกสปุตตนิคมโดยลำดับ ก็กิตติศัพท์อัน
งามของพระสมณโคดมพระองค์นั้นแล ขจรไปแล้วอย่างนี้ว่า แม้เพราะเหตุนี้ๆ
พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น เป็นพระอรหันต์ ... ทรงเบิกบานแล้ว ทรงจำแนกธรรม
พระองค์ทรงทำโลกนี้ พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ให้แจ้งชัดด้วย
พระปัญญาอันยิ่งของพระองค์เองแล้ว ทรงสอนหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์
เทวดาและมนุษย์ให้รู้ตาม พระองค์ทรงแสดงธรรมไพเราะในเบื้องต้น ไพเราะใน
ท่ามกลาง ไพเราะในที่สุด ทรงประกาศพรหมจรรย์ พร้อมทั้งอรรถ พร้อม
ทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์ บริบูรณ์สิ้นเชิง ก็การได้เห็นพระอรหันต์ทั้งหลายเห็นปาน-
*นั้น ย่อมเป็นความดีแล ครั้งนั้น ชนกาลามโคตร ชาวเกสปุตตนิคมได้เข้าไป
เฝ้าพระผู้มีพระภาคจนถึงที่ประทับ บางพวกถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้วนั่ง
ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง บางพวกได้ปราศรัยกับพระผู้มีพระภาค ครั้นผ่านการ
ปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง บางพวกประนมมือ
ไปทางพระผู้มีพระภาคแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง บางพวกประกาศชื่อและ
โคตรแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง บางพวกนั่งเฉยๆ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง
เมื่อต่างก็นั่งลงเรียบร้อยแล้ว จึงได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า พระเจ้าข้า มีสมณ
พราหมณ์พวกหนึ่งมายังเกสปุตตนิคม สมณพราหมณ์พวกนั้น พูดประกาศ
แต่เฉพาะวาทะของตัวเท่านั้น ส่วนวาทะของผู้อื่นช่วยกันกระทบกระเทียบ ดูหมิ่น
พูดกด ทำให้ไม่น่าเชื่อ พระเจ้าข้า มีสมณพราหมณ์อีกพวกหนึ่งมายังเกสปุตตนิคม
ถึงพราหมณ์พวกนั้น ก็พูดประกาศแต่เฉพาะวาทะของตนเท่านั้น ส่วนวาทะของ
ผู้อื่นช่วยกันกระทบกระเทียบ ดูหมิ่น พูดกด ทำให้ไม่น่าเชื่อ พระเจ้าข้า พวก
ข้าพระองค์ยังมีความเคลือบแคลงสงสัยในสมณพราหมณ์เหล่านั้นอยู่ทีเดียวว่า ท่าน
สมณพราหมณ์เหล่านั้น ใครพูดจริง ใครพูดเท็จ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกร
กาลามชนทั้งหลาย ก็ควรแล้วที่ท่านทั้งหลายจะเคลือบแคลงสงสัย และท่าน
ทั้งหลายเกิดความเคลือบแคลงสงสัยในฐานะที่ควรแล้ว มาเถิดท่านทั้งหลาย
ท่านทั้งหลายอย่าได้ยึดถือตามถ้อยคำที่ได้ยินได้ฟังมา อย่าได้ยึดถือตามถ้อยคำ
สืบๆ กันมา อย่าได้ยึดถือโดยตื่นข่าวว่า ได้ยินอย่างนี้ อย่าได้ยึดถือโดยอ้าง
ตำรา อย่าได้ยึดถือโดยเดาเอาเอง อย่าได้ยึดถือโดยคาดคะเน อย่าได้ยึดถือโดย
ความตรึกตามอาการ อย่าได้ยึดถือโดยชอบใจว่าต้องกันกับทิฐิของตัว อย่าได้
ยึดถือโดยเชื่อว่าผู้พูดสมควรจะเชื่อได้ อย่าได้ยึดถือโดยความนับถือว่าสมณะนี้
เป็นครูของเรา เมื่อใด ท่านทั้งหลายพึงรู้ด้วยตนเองว่า ธรรมเหล่านี้เป็นอกุศล
ธรรมเหล่านี้มีโทษ ธรรมเหล่านี้ผู้รู้ติเตียน ธรรมเหล่านี้ใครสมาทานให้บริบูรณ์แล้ว
เป็นไปเพื่อสิ่งไม่เป็นประโยชน์ เพื่อทุกข์เมื่อนั้น ท่านทั้งหลายควรละธรรม
เหล่านั้นเสีย ดูกรกาลามชนทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน
ความโลภ เมื่อเกิดขึ้นในภายในบุรุษ ย่อมเกิดขึ้นเพื่อประโยชน์หรือเพื่อสิ่งไม่เป็น
ประโยชน์ พวกชนกาลามโคตรต่างกราบทูลว่า เพื่อสิ่งไม่เป็นประโยชน์
พระเจ้าข้า ฯ

***********************************************************

[317] กาลามสูตรกังขานิยฐาน 10 (หมายถึง วิธีปฏิบัติในเรื่องที่ควรสงสัย หรือหลักความเชื่อ ที่ตรัสไว้ในกาลามสูตร — how to deal with doubtful matters; advice on 

how to investigate a doctrine, as contained in the Kalamasutta)
       1. มา อนุสฺสเวน (อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการฟังตามกันมา — Be not led by report)
       2. มา ปรมฺปราย (อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการถือสืบๆ กันมา — Be not led by tradition)
       3. มา อิติกิราย (อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการเล่าลือ — Be not led by hearsay)
       4. มา ปิฎกสมฺปทาเนน (อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการอ้างตำราหรือคัมภีร์ — Be not led by the authority of texts)
       5. มา ตกฺกเหตุ (อย่าปลงใจเชื่อ เพราะตรรก — Be not led by mere logic)
       6. มา นยเหตุ (อย่าปลงใจเชื่อ เพราะการอนุมาน — Be not led by inference)
       7. มา อาการปริวิตกฺเกน (อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการคิดตรองตามแนวเหตุผล — Be not led by considering appearances)
       8. มา ทิฏฺฐินิชฺฌานกฺขนฺติยา (อย่าปลงใจเชื่อ เพราะเข้าได้กับทฤษฎีที่พินิจไว้แล้ว — Be not led by the agreement with a considered and approved 

theory)
       9. มา ภพฺพรูปตาย (อย่าปลงใจเชื่อ เพราะมองเห็นรูปลักษณะน่าจะเป็นไปได้ — Be not led by seeming possibilities)
       10. มา สมโณ โน ครูติ (อย่าปลงใจเชื่อ เพราะนับถือว่า ท่านสมณะนี้เป็นครูของเรา — Be not led by the idea, ‘This is our teacher’)

       ต่อเมื่อใด รู้เข้าใจด้วยตนว่า ธรรมเหล่านั้น เป็นอกุศล เป็นกุศล มีโทษ ไม่มีโทษ เป็นต้นแล้ว จึงควรละหรือถือปฏิบัติตามนั้น

***********************************************************

วันพุธที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ปฏิรูป !!!!!!

ปฏิรูป !!!!!!


ช่วงนี้อาจจะได้ยินคำนี้เยอะครับ เพราะการเมืองกำลังร้อนแรง แต่ถ้าจะให้ผมพูดผมอยากให้มีการปฏิรูปพระในประเทศมากกว่าครับ เพราะข่าวทุกวันนี้ก็ยังเห็นพระที่ทำผิดพระวินัยอยู่ แต่ที่แปลกก็คือทั้งๆที่เห็นว่าพระทำผิดพระวินัยและมีการนำมาออกข่าว แต่คนดูก็ยังไม่รู้ว่พระทำผิดวินัยครับ

ขอยกตัวอย่างข่าวเมื่อเช้านี้ครับ

" มีพระไปถอนเงินที่ธนาคารและมีคนขโมยเงินไปต่อหน้าต่อตา "
ผลสรุปคือ ชาวบ้านนั้นโกรธคนที่ขโมยเงินของพระครับ 
ซึ่งในทางกฏหมายนั้นคนนั้นผิดแน่นอนที่ขโมยของครับ
แต่ถ้าทางธรรมนั้น พระนั้นผิดพระวินัยครับที่มีเงิน รับเงิน จับเงินครับ

เรื่องทั้งหมดนี้เราทุกคนจะเข้าใจได้ว่าใครผิดใครถูกถ้าพระและโยมศึกษาพระธรรมบ้างให้สมกับที่นับถือศาสนาพุทธครับ

พระนั้นย่อมต้องศึกษาพระธรรมแน่นอนอยู่แล้วครับ ส่วนโยมอย่างน้อยก็น่าจะศึกษาไว้บ้างครับ
เหมือนกับที่เราจะซื้อรถก็ต้องดูว่ารถรุ่นไหนดี และยี่ห้ออะไรที่ว่าดีนั้นเป็นเช่นไร ก็เหมือนกับพระที่ว่าดีนั้นเป็นเช่นไร
ถ้าเปรียบก็อาจจะเปรียบได้ว่า "พระธรรมวินัย" ก็คือคู่มือดูพระนั้นเองครับว่าพระต้องปฏิบัติตนเช่นไรถึงจะเรียกว่าพระที่ดี

แต่มี 1 สิ่งที่เราอาจจะลืมไปครับว่าเราทุกคนที่เรียนวิชาพระพุทธศาสนารู้กันดีว่าพระศาสดาของเราก่อนที่จะออกผนวชนั้นเป็นถึงทายาทกษัตริย์ ที่มี ลาภ ยศ และโภคทรัพย์มากมาย แต่พระพุทธองค์ก็หนี้สิ่งเหล่านั้นเพื่อความหลุดพ้น

แต่ดูพระในบ้านเมืองเราสมัยนี้สิครับอาจจะพูดได้ว่าบวชมาเพื่อหาทรัพย์สิ่งของก็ว่าได้ มีเงินเก็บเป็นแสนเป็นล้าน ซึ่งมากว่าโยมผู้ตั้งหน้าตั้งตาทำบุญซะอีก และขัดกับการปฏิบัติของพระศาสดาอย่างมากมาย

เพียง 1 ข้อที่กล่าวมานี้ก็น่าจะทำให้ใครหลายๆคนคิดได้นะครับว่าพระศาสดาของเรายังทิ้งทรัพย์สินเพื่อหาทางหลุดพ้นและห้ามการรับ เงิน ทอง ต่างๆ แล้วพระที่บวชเข้ามาเป็นสาวกของพระองค์จะบวชมาเพื่อหาทรัพย์สินไปทำไมกัน ?

สิ่งที่กล่าวมานี้คิดว่าถูกหรือผิด และเป็นเหตุเป็นผลหรือไม่ครับ ขอฝากให้คิดกันนะครับ

พระไม่สามารถรับเงิน ทอง ที่ดิน สิ่งของที่มีค่า หรือแม้กระทั้งซื้อของเองได้

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๙  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑ ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค
จุลศีล
 [๑๐๓] ดูกรมหาบพิตร อย่างไร ภิกษุจึงชื่อว่าเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีล.
             
             ๑๓. เธอเว้นขาดจากการรับทองและเงิน.
             ๑๔. เธอเว้นขาดจากการรับธัญญาหารดิบ.
             ๑๕. เธอเว้นขาดจากการรับเนื้อดิบ.
             ๑๖. เธอเว้นขาดจากการรับสตรีและกุมารี.
             ๑๗. เธอเว้นขาดจากการรับทาสีและทาส.
             ๑๘. เธอเว้นขาดจากการรับแพะและแกะ.
             ๑๙. เธอเว้นขาดจากการรับไก่และสุกร.
             ๒๐. เธอเว้นขาดจากการรับช้าง โค ม้า และลา.
             ๒๑. เธอเว้นขาดจากการรับไร่นาและที่ดิน.
             ๒๒. เธอเว้นขาดจากการประกอบทูตกรรมและการรับใช้.
             ๒๓. เธอเว้นขาดจากการซื้อการขาย.
             ๒๕. เธอเว้นขาดจากการรับสินบน การล่อลวง และการตลบตะแลง.

**************************************************************************