กล่าวนำและทำความเข้าใจ

กล่าวนำและทำความเข้าใจ

Blog นี้จัดทำขึ้นเนื่องจากการที่ตั้งใจศึกษาพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าและหลักการปฏิบัติตนตามหลักคำสอนอย่างถูกต้อง
เพราะในปัจจุบันคนเราเน้นการทำบุญโดยเอาความสะดวกสบายและง่ายเข้าว่า โดยบ้างครั้งอาจจะผิดหลักคำสอนจนความตั้งใจทำบุญจริงๆนั้นกลายมาเป็นบาป และบ้างครั้งอาจจะหลงผิดใช้เงินกับการทำบุญที่ผิดวิธีจนได้บาปเช่นกัน แต่เราก็สามารถทำบุญอย่างง่ายๆและถูกต้องได้เช่นกัน ดังนั้นเราจึงต้องรู้หลักการปฏิบัติที่ถูกต้องเพื่อที่จะได้บุญจริงๆ

บทความใน Blog นี้จึงขอมุ่งเน้นหยิบยกเนื้อหาอ้างอิงจากพระไตรปิฏกเป็นหลักและบทความจากผู้ที่ศึกษาพระไตรปิฏกอย่างจริงจังที่น่าจะเป็นประโยชน์กับผู้อ่าน การทำ Blog นี้มีเจตนาเพื่อเป็นอีกหนึ่งทางที่สำหรับผู้คนอาจจะพบเห็นและได้ศึกษาธรรมมากขึ้น

"การศึกษาอะไรที่ยิ่งใหญ่ อาจจะมาจากเรื่องที่เราสงสัยเล็กๆเพียงเรื่องเดียว"

***ทั้งนี้เนื้อหาที่ได้ลงไปใน Blog ผู้อ่านควรใช้วิจารณญาณและศึกษาจากพระไตรปิฏกควบคู่ไปด้วยเพราะอาจมีการคลาดเคลื่อนของเนื้อหา เพื่อผู้อ่านจะได้รับความรู้ที่ตรงและถูกต้องที่สุดครับ***

วันพฤหัสบดีที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2556

อยากได้อะไร ต้องทำบุญอะไร ??


อยากได้อะไร ต้องทำบุญอะไร ??



ในการทำบุญแต่ละอย่างนั้นผลบุญที่เราจะได้รับกลับคืนมาก็จะแตกต่างกันไปด้วย อย่างเช่นในชาดกต่างๆ หรือ เอตทัคคะ (ผู้ที่เป็นเอกด้านต่างๆ) ลองศึกษาเพิ่มเติมนะครับ

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 506
๗. มัลลิกสูตร
ตรัสเหตุที่ทำให้มาตุคามมีรูปงาม - ทราม
[๑๙๗]    สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน
อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี   ใกล้พระนครสาวัตถี   ครั้งนั้นแล  พระ-
นางมัลลิกาเทวีเสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาณเจ้งถึงที่ประทับ  ทรงถวายอภิวาท
แล้ว  ประทับนั่ง  ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้า
ว่า   ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ   อะไรหนอเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้มาตุคามบางคนใน
โลกนี้  มีผิวพรรณทราม  รูปชั่ว  ไม่น่าดู  ยากจนขัดสนทรัพย์สมบัติและต่ำศักดิ์
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  อะไรหนอเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้มาตุคามบางคนในโลกนี้
มีผิวพรรณทราม รูปชั่ว ไม่น่าดู แต่เป็นคนมั่งคั่ง  มีทรัพย์มาก  มีโภคสมบัติ
มากและสูงศักดิ์   ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ   อะไรหนอเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้มาตุคาม
บางคนในโลกนี้   มีรูปงาม  น่าดู  น่าชม  ประกอบด้วยความเป็นผู้มีผิวพรรณ
อันงามยิ่งนัก    แต่เป็นคนยากจน   ขัดสนทรัพย์สมบัติ   และต่ำศักดิ?    ข้าแต่
พระองค์ผู้เจริญ   อะไรหนอเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้มาตุคามบางคนในโลกนี้   มี
รูปงาม  น่าดู  น่าเลื่อมใส  ประกอบด้วยความเป็นผู้มีผิวพรรณงามยิ่งนัก   ทั้ง
เป็นผู้มั่งคั่ง  มีทรัพย์มาก  มีโภคสมบัติมากและสูงศักดิ์.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า   ดูก่อนพระนางมัลลิกา   มาตุคามบางคน
ในโลกนี้   เป็นผู้มักโกรธ  มากไปด้วยความแค้นใจ     ถูกว่าแม้เล็กน้อยก็ขัดเคือง
ฉุนเฉียว   กระฟัดกระเฟียด  กระด้างกระเดื่อง   แสดงความโกรธความขัดเคือง
และความไม่พอใจให้ปรากฏ    เป็นผู้ไม่ให้ทาน   คือ   ข้าว   น้ำ    ยวดยาน
ระเบียบ   ของหอม   เครื่องลูบไล้  ที่นอน   ที่อยู่อาศัย   และประทีปโคมไฟ

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 507
แก่สมณะหรือพราหมณ์    และเป็นผู้มีใจริษยาในลาภ   สักการะ  ความเคารพ
ความนับถือ  การไหว้และการบูชาของผู้อื่น เกียดกัน   ตัดรอน  ผูกความริษยา
ถ้ามาตุคามนั้นจุติจากอัตภาพนั้นมาสู่ความเป็นอย่างนี้    กลับมาเกิดในชาติใด ๆ
ย่อมเป็นผู้มีผิวพรรณทราม  รูปชั่ว  ไม่น่าดู  ทั้งเป็นคนยากจน   ขัดสนทรัพย์
สมบัติและต่ำศักดิ์.

การทำบุญโดยไม่เสียเงิน


การทำบุญโดยไม่เสียเงิน



สมัยนี้เงินทองหายากและต้องใช้จ่ายเยอะ จนกระทั้งว่าแค่คิดที่จะออกจากบ้านก็เสียเงินแล้ว ทั้งค่ารถไปปากซอย รถประจำทาง รถไฟฟ้า ค่าอาหาร และอีกหลายอย่าง ในบทความที่แล้วๆมาผมได้กล่าวถึงว่ามีการทำบุญที่ไม่ต้องใช้เงินแล้วได้บุญอยู่ ซึ่งอาจจะเรียกว่าเป็นการปฏิบัติตนน่าจะดีกว่าเพราะเราสามารถทำได้เลยทุกที่ทุกเวลาครับ และในบทความนี้จะขอยกตัวอย่างมาให้ศึกษาดูครับ

บุญกิริยาวัตถุ 10 สิ่งที่เป็นที่ตั้งแห่งการทำบุญ, เรื่องที่จัดเป็นการทำบุญ, ทางทำความดี,
       หมวด ๓ คือ
           ๑. ทานมัย (ทำบุญด้วยการให้)
           ๒. สีลมัย (ทำบุญด้วยการรักษาศีลและประพฤติดี)
           ๓. ภาวนามัย (ทำบุญด้วยการเจริญภาวนา)
       หมวด ๑๐ คือ
           ๑. ทานมัย (ทำบุญด้วยการให้)
           ๒. สีลมัย (ทำบุญด้วยการรักษาศีลและประพฤติดี)
           ๓. ภาวนามัย (ทำบุญด้วยการเจริญภาวนา)
           ๔. อปจายนมัย (ด้วยการประพฤติอ่อนน้อม)
           ๕. เวยยาวัจจมัย (ด้วยการช่วยขวนขวายรับใช้)
           ๖. ปัตติทานมัย (ด้วยการเฉลี่ยส่วนความดีให้ผู้อื่น)
           ๗. ปัตตานุโมทนามัย (ด้วยความยินดี ความดีของผู้อื่น)
           ๘. ธัมมัสสวนมัย (ด้วยการฟังธรรม)
           ๙. ธัมมเทสนามัย (ด้วยการสั่งสอนธรรม)
           ๑๐. ทิฏฐุชุกัมม์ (ด้วยการทำความเห็นให้ตรง เช่น เชื่อเรื่องบาป บุญ)

วันอาทิตย์ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2556

การทำบุญ


การทำบุญ




หลังจากที่ผมได้ศึกษาพระพุทธศาสนาได้ระยะหนึ่งผมก็เริ่มที่จะเข้าวัดทำบุญมากขึ้นครับ ตอนแรกๆก็ปล่อยปลาและบริจาคทานทุกวันพระครับ แต่พอมาได้ศึกษาเพิ่มเติมเรื่อยๆก็ทราบว่าการถวายสังฆทาน(ไม่ใช่ถังสีเหลืองหรือถังสีต่างๆนะครับ)ได้บุญมาก เพราะเป็นการถวายแด่หมู่สงค์โดยไม่เฉพาะเจาะจงว่าถวายองค์ใดองค์หนึ่ง ซึ่งอ่านเพิ่มเติมได้จาก
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๔  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๖ มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์
๑๒. ทักขิณาวิภังคสูตร (๑๔๒)


 [๗๑๐] ดูกรอานนท์ ก็ทักษิณาเป็นปาฏิปุคคลิกมี ๑๔ อย่าง คือ ให้
ทานในตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธ นี้เป็นทักษิณาปาฏิปุคคลิกประการที่ ๑ ให้ทาน
ในพระปัจเจกสัมพุทธ นี้เป็นทักษิณาปาฏิปุคคลิกประการที่ ๒ ให้ทานในสาวก
ของตถาคตผู้เป็นพระอรหันต์ นี้เป็นทักษิณาปาฏิปุคคลิกประการที่ ๓ ให้ทาน
ในท่านผู้ปฏิบัติเพื่อทำอรหัตผลให้แจ้ง นี้เป็นทักษิณาปาฏิปุคคลิกประการที่ ๔
ให้ทานแก่พระอนาคามี นี้เป็นทักษิณาปาฏิปุคคลิกประการที่ ๕ ให้ทานในท่าน
ผู้ปฏิบัติเพื่อทำอนาคามิผลให้แจ้ง นี้เป็นทักษิณาปาฏิปุคคลิกประการที่ ๖ ให้ทาน
แก่พระสกทาคามี นี้เป็นทักษิณาปาฏิปุคคลิกประการที่ ๗ ให้ทานในท่านผู้ปฏิบัติ
เพื่อทำสกทาคามิผลให้แจ้ง นี้เป็นทักษิณาปาฏิปุคคลิกประการที่ ๘ ให้ทาน
ในพระโสดาบัน นี้เป็นทักษิณาปาฏิปุคคลิกประการที่ ๙ ให้ทานในท่านผู้ปฏิบัติ
เพื่อทำโสดาปัตติผลให้แจ้ง นี้เป็นทักษิณาปาฏิปุคคลิกประการที่ ๑๐ ให้ทาน
ในบุคคลภายนอกผู้ปราศจากความกำหนัดในกาม นี้เป็นทักษิณาปาฏิปุคคลิก
ประการที่ ๑๑ ให้ทานในบุคคลผู้มีศีล นี้เป็นทักษิณาปาฏิปุคคลิกประการที่ ๑๒
ให้ทานในปุถุชนผู้ทุศีล นี้เป็นทักษิณาปาฏิปุคคลิกประการที่ ๑๓ ให้ทานในสัตว์-
*เดียรัจฉาน นี้เป็นทักษิณาปาฏิปุคคลิกประการที่ ๑๔ ฯ

วันอังคารที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2556

การทำบุญด้วยเงินได้บุญขนาดไหน???


การทำบุญด้วยเงินได้บุญขนาดไหน???


ในปัจจุบันนี้เป็นเรื่องง่ายและสะดวกมากในการทำบุญเพราะส่วนใหญ่ได้ซองมาก็ใส่เป็นเงินไป หรือตามตู้บริจาคต่างๆ หรือพระปลอมๆที่เดิมแจกซองต่างๆ(ทางภาคอีสานเยอะมากๆ) หรือพระปลอมๆที่บิณฑบาตแล้วขอปัจจัยกลับวัด(อันนี้ผมเคยเจอกับตัวเองตอนเด็กๆ มาขอถึงหน้าบ้านขนาดบ้านผมอยู่ในซอยนะครับ) ซึ่งผมมองว่ามันก็ง่ายดีสำหรับคนที่ไม่สะดวกในการทำด้านอื่นๆ แต่ก็ควรจะพิจารณากันเอาเองนะครับว่าอันไหนควรหรือไม่ควร ถูกต้องหรือไม่ถูกต้อง เราจะได้บุญหรือได้บาป

แล้วถ้าถามว่าไม่มีเงินทำบุญได้ไหม ตอบเลยครับว่าได้และบางอย่างได้มากกว่าการบริจาคเงินด้วยครับ

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๓  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๕ อังคุตตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต

เวลามสูตร
             [๒๒๔] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน
อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแล ท่านอนาถ
บิณฑิกคฤหบดีเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควร
ส่วนข้างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคได้ตรัสถามท่านอนาถบิณฑิกคฤหบดีว่า ดูกรคฤหบดี
ในตระกูลของท่าน ยังให้ทานอยู่บ้างหรือหนอ ฯ
             ท่านอนาถบิณฑิกคฤหบดีกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ในตระกูล
ของข้าพระองค์ยังให้ทานอยู่ แต่ทานนั้นเป็นของเศร้าหมอง เป็นปลายข้าว มีน้ำ
ผักดองเป็นที่สอง ฯ

วันจันทร์ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2556

โลกแห่งเทคโนโลยีกับธรรมะ


โลกแห่งเทคโนโลยีกับธรรมะ




ตอนนี้พระพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันองค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้าพระสมณโคดม ได้ล่วงมาเป็นเวลา 2600 ปีแล้ว ซึ่งในปัจจุบันนี้ พ.ศ.2556 ก็เป็นยุคที่วิวัฒนาการด้านเทคโนโลยีนั้นก้าวหน้าเป็นอย่างมาก ทั้งด้านการติดต่อสื่อสาร ด้านวัตถุ ด้านระบบต่างๆ ถือว่าได้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อตอบโจทย์การใช้ชีวิตในยุคปัจจุบัน
ถ้าเป็นคนยุคใหม่หรือเด็กรุ่นใหม่ๆนั้นก็จะเลือกศึกษาด้านคอมพิวเตอร์กันมากขึ้น ซึ่งดูแล้วมันอาจจะเข้าไม่ได้กับพระพุทธศาสนาที่เกิดมาแล้วตั้ง 2600 ปี ส่วนตัวผมจึงมองว่าโลกที่ล้ำสมัยและเทคโนโลยีที่ก้าวหน้านั้นเป็นดาบ 2 คมกับศาสนาจริงๆ เพราะคนเรานั้นสามารถที่จะผิดศีลหรือทำบาปได้มากขึ้นและเร็วขึ้น และอาจทำโดยไม่รู้ตัวหรือคาดคิดไม่ถึงตามความล้ำหน้าของโลกปัจจุบัน ตัวอย่างเช่น

เราจะเห็นพวก ฟอร์เวิร์ด เมล ( forward mail ) ที่ส่งมาทาง facebook บ้าง ทาง Mail ต่างๆบ้าง ที่ขอให้ช่วงเด็กที่เป็นโรคบ้างที่เป็นประสบเหตุต่างๆบ้าง ซึ่งโดยทั่วไปแล้วถ้าเราเห็นภาพที่ส่งมาพร้อมกับ Mail นั้นก็จะเกิดความสงสารขึ้นมาทันทีรวมทั้งตัวผมด้วย และสิ่งที่ตามมาด้วยก็คือการให้กดแชร์ Share หรือ กด Like Mail นั้นๆ ซึ่งก็เป็นอะไรที่ไม่ได้ลำบากเลยเพื่อที่จะช่วยเด็กในภาพนั้น
แต่ถ้าหาข้อมูลกันจริงๆแล้ว บ้างเรื่องก็เป็นเรื่องไม่จริงครับ อย่างเช่น กด Like แล้วจะได้เงินบริจาคจากทางเว็บ เป็นต้น (ลองหาข้อมูลเพิ่มเติมกันใน Internet ได้นะครับว่าเรื่องไหนจริงเรื่องไหนไม่จริง) ถ้าเป็นเรื่องไม่จริงอย่างนี้เราอาจจะมีโอกาศผิดศีลข้อมุสาได้นะครับ แต่ก็ต้องประกอบด้วยเหตุอย่างอื่นด้วย เช่น เจตนาที่เราทำว่ามีเจตนาจะโกหกหรือไม่ แต่เราจะเสี่ยงได้บาปไปทำไม่ถ้าหากเรายังไม่รู้จริงไม่ได้ศึกษาหาข้อมูลในเรื่องนั้นๆ และบ้างทีอาจจะทำให้คนที่เป็นต้นคิดทำเรื่องแบบนี้ที่เขามีเจตนาที่ไม่ดีเขาได้สมหวังตามที่เขาต้องการ
อกุศลกรรมบถ ทางแห่งกรรมชั่ว, ทางแห่งกรรมที่เป็นอกุศล,
       กรรมชั่วอันเป็นทางนำไปสู่ทุคติ มี ๑๐ อย่าง คือ

วันพฤหัสบดีที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2556

น้ำปานะ

น้ำปานะ



เป็นที่เรารู้กันอยูว่าผู้ที่บวชเป็นพระนั้นต้องฉันอาหารก่อนเพล ถ้าท่านไหนที่เคร่งก็จะฉันเพียงมือเดียว และสิ่งที่เรารู้กันอีกก็คือผู้ที่บวชเป็นพระนั้นไม่สามารถฉันของเคี้ยวได้หลังเพล แต่มีสิ่งหนึ่งที่สามารถฉันได้เพื่อบรรเทาความหิวคือ " น้ำปานะ "

แต่ " น้ำปานะ " คือน้ำอะไร มีที่มาอย่างไร ผมขอยกจาก
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๕  พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๕ มหาวรรค  ภาค ๒
มาให้ทุกท่านศึกษาครับ

เรื่องเกณิยชฎิล
             [๘๖] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเสด็จพระพุทธดำเนินผ่านระยะทางโดยลำดับ เสด็จถึงอาปณนิคมแล้ว เกณิยชฎิลได้สดับข่าวถนัดแน่ว่า ท่านผู้เจริญ พระสมณโคดม ศากยบุตรทรงผนวชจากศากยตระกูล เสด็จโดยลำดับถึงอาปณนิคมแล้ว ก็เพราะกิตติศัพท์อันงามของท่านพระโคดมพระองค์นั้นขจรไปแล้วอย่างนี้ว่า แม้เพราะเหตุนี้ๆ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นทรงเป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบ ทรงบรรลุวิชชาและจรณะ เสด็จไปดีแล้ว ทรงรู้แจ้งโลกเป็นสารถีฝึกบุรุษที่ควรฝึก ไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า เป็นศาสดาของทวยเทพและมนุษย์ เป็นผู้เบิกบาน แล้ว เป็นผู้จำแนกธรรม พระองค์ทรงทำโลกนี้พร้อมทั้งเทวโลก

เรื่องพระกับเงิน


เรื่องพระกับเงิน


ตั้งแต่จำความได้เราได้รับการปลูกฝังสิ่งที่ผิด การกระทำที่ผิด ซึ่งอาจจะเป็นแบบการกระทำที่สืบต่อกันมาจากหลายๆรุ่นจนไม่รู้ว่าผิดเพี้ยนกันไปขนาดไหน และบวกกับความสะดวกสบายของตัวเราเอง โดยที่ไม่ได้ศึกษาอย่างจริงจังให้ถูกต้องเพราะเราเชื่อบุคคลเหล่านั้นที่เป็น พ่อเรา แม่เรา ปู่ ย่า ตา ยายเรา ที่พาเราทำต่อๆกันมา

ในสมัยที่ผมได้บวชนั้น วันหนึ่งได้บิณฑบาตพบแม่ลูก 2 คนคู่หนึ่ง สิ่งที่เขาได้พาลูกใส่บาตรนั้นคือเงินครับ ซึ่งตอนนั้นผมได้บวชแต่ไม่ได้ศึกษาพระธรรมแต่ก็พอรู้ว่าสิ่งที่ทำนั้นมันไม่ดีคือการนำเงินใส่บาตรเพราะพระนั้นจับเงินไม่ได้จะเป็นอาบัติครับ แต่ก็ไม่รู้จะพูดยังไงเช่นกัน นี้คือสิ่งที่เราปลูกฝังลูกเราผิดๆครับแต่ผมเข้าใจนะครับว่าเขาอยากทำบุญและน่าจะสะดวกที่ทำอย่างนี้มากกว่าไปวัด

พระไม่สามารถรับเงิน ทอง สิ่งของที่มีค่า หรือแม้กระทั้งซื้อของเองได้

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๙  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑ ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค
จุลศีล
 [๑๐๓] ดูกรมหาบพิตร อย่างไร ภิกษุจึงชื่อว่าเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีล.
             
             ๑๓. เธอเว้นขาดจากการรับทองและเงิน.
             ๑๔. เธอเว้นขาดจากการรับธัญญาหารดิบ.

ทำไมต้องศึกษาธรรมะ ???

ทำไมต้องศึกษาธรรมะ ???




จากบทความที่แล้วที่ได้แนะนำตัวไปก็พอจะได้รู้จักกันเพิ่มนิดหน่อยนะครับ
การที่ทำไมเราจะต้องศึกษาธรรมะและปฏิบัติตนตามคำสอนของพระพุทธเจ้านั้น มันมีคำตอบง่ายๆที่คนเรามองไม่เห็นและคิดไม่ถึงครับ

คำตอบนั้นก็คือสิ่งที่เราเขียนตอนที่เราไปสมัครหรือกรอกแบบฟอร์มต่างๆนั้นหละครับ
ว่านับถือศาสนา " พุทธ " เราพูดกันเสมอว่าเราเป็นชาว " พุทธ "
ในตอนที่ผมเริ่มที่จะศึกษาหลักธรรมใหม่ๆนั้นยอมรับตามตรงครับว่าเหมือนชีวิตมาถึงทางตัน และผมก็เป็นคนหนึ่งที่ไม่เชื่อเรื่องหมอดู หวงจุ้ย แก้กรรม อะไรต่างๆ แต่ว่าแฟนเป็นคนที่เชื่อเรื่องนี้ครับ

แต่พอมาทำธุรกิจส่วนตัวก็เริ่มมีเรื่องพวกนี้เข้ามาเยอะมากครับ อาจจะเพราะจากที่ร้านเราขายไม่ดีเท่าร้านอื่นเขา เขาจึงแนะนำว่าทำอย่างนี้สิ อย่างนั้นสิ ดีนะ หมอนู้นดี หมอนี้ดี ก็เลยเชื่อไปตามนั้น

แนะนำตัว


ขอสวัสดีผู้ที่เข้ามาเยี่ยมชม Blog ศึกษาธรรมทุกท่านนะครับ

              ผมขอแทนตัวเองว่า "ศึกษาธรรม" นะครับ ปกติแล้วผมก็เป็นคนไทยคนหนึ่งที่กรอกรายละเอียดต่างๆ ในแบบฟอร์มของการสมัครต่างๆว่า เชื้อชาติ : ไทย สัญชาติ : ไทย ศาสนา : พุทธ ซึ่งเหมือนกับหลายๆคนครับ
              ใน 1 ปีนั้นผมจะเข้าวัดทำบุญประมาณ 1-2 ครั้งครับ(เฉพาะที่เข้าวัดเช้าเพื่อถวายภัตตาหารเช้านะครับ) โดยเฉพาะวันเกิดครับ ซึ่งแต่ก่อนผมก็คิดว่าโอเคแล้วนะครับ
ส่วนการปฏิบัติตนผมยึดถือว่าทำอะไรก็ได้แต่อย่าทำให้ใครเขาเดือดร้อนและทำบุญทำทานตามสมควรคือส่วนใหญ่จะเป็นใส่พวกซองต่างๆที่เขาเอามาแจกซะมากกว่า ผมก็ว่าชีวิตประมาณนี้ก็โอเคแล้วนะ

              แต่พอก้าวเข้าวัยทำงาน ผมลืมบอกไปครับว่าตอนนี้อายุ 27 ใกล้จะ 28 แล้วครับ ผมก็เริ่มเจอสังคมที่มันเป็นจริงที่สุดของโลกครับ ไม่ว่าจะเป็นการแก่งแย้งชิงดี ทำดีไม่ได้ดี ไม่ได้ทำอะไรก็โดนเขาใส่ร้าย โดนโกง โดนนินทา แทบทุกอย่าง